
SHORT CUT
ทางออกอยู่ตรงไหน เมื่อวิกฤตการณ์อิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่จุดจบของสงครามนี้ยังคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำที่ไม่สามารถคาดเดาได้
ความย้อนแย้งของทรัมป์
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะส่งสัญญาณที่สร้างความสับสน ด้วยการเรียกสงครามนี้ว่าเป็น 'ปฏิบัติการระยะสั้น' ที่อาจจบลงในไม่ช้า c9j.o-แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า สงครามครั้งนี้ไม่ควรจบลง จนกว่าอิหร่านจะไม่เหลือศักยภาพในการพัฒนาอาวุธ ที่สามารถใช้โจมตีสหรัฐฯ อิสราเอล หรือพันธมิตรชาติอื่นได้อีกต่อไปเป็นระยะเวลานาน
หากเป้าหมายคือการลดทอนความสามารถของอิหร่านในการแสดงแสนยานุภาพนอกพรมแดน นั่นหมายถึงการโจมตีขีปนาวุธและโรงงานผลิตขีปนาวุธ โดรนและโรงงานผลิตโดรน ไปจนถึงกองทัพเรือ กองทัพอากาศ โครงสร้างการบังคับบัญชาและควบคุม และปัจจัยอื่นที่เหลืออยู่ของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้คงต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์
ที่น่าสังเกตคือ เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงกรอบเวลาที่ชัดเจน แม้ทำเนียบขาวจะยืนยันกรอบเวลาเดิมที่ราว 4-6 สัปดาห์เท่านั้น ขณะที่อิหร่านกำลังพยายามเพิ่มความเสียหายทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อทั่วโลก เพื่อกดดันให้ทรัมป์ยุติสงครามก่อนกำหนด แต่ก็ยืนยันว่าพร้อมจะทำสงครามที่ยืดเยื้อเช่นกัน
แล้วสงครามนี้จะจบลงอย่างไร?
นี่คือบทวิเคราะห์ของ เบรตต์ แม็กเกิร์ก นักวิเคราะห์กิจการระหว่างประเทศของสำนักข่าว CNN ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับอาวุโสในด้านความมั่นคงแห่งชาติภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช, บารัค โอบามา, โดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน
ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานว่า 'วิกฤตสงครามในอิหร่าน' มีโอกาสจบลงได้จาก 3 สถานการณ์
1. มีโอกาส 60% ที่ 'อิหร่านจะถูกลดอำนาจและแสนยานุภาพ'
ในสถานการณ์พื้นฐาน ทรัมป์จะให้เวลากองทัพในการปฏิบัติภารกิจที่กำหนดไว้ให้สำเร็จ นั่นคือการลดทอนแสนยานุภาพทางการทหารของอิหร่าน ซึ่งหมายความว่าหากสหรัฐฯ ร่วมกับพันธมิตรและหุ้นส่วน ก็น่าจะสามารถควบคุมผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะขยายเวลาและโอกาสให้เขาทำตามเป้าหมายดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ว่า แสนยานุภาพทางทหารและการป้องกันประเทศของอิหร่านจะต้องเสื่อมถอยลงอย่างมาก แต่จะยังไม่รุนแรงพอที่จะกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ
จากนั้น สหรัฐฯ และนานาชาติจะยังคงบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง จนกว่ารัฐบาลใหม่ของอิหร่านจะตกลงที่จะยุติโครงการนิวเคลียร์และยกเลิกโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล และคาดว่าสหรัฐฯ และอิสราเอล จะยังคงลาดตระเวนในน่านฟ้าของอิหร่าน ป้องกันการฟื้นฟูโครงการขีปนาวุธในอนาคต
2. มีโอกาส 30% ที่ 'อิหร่านจะผลักดันให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม'
สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะบีบให้ทรัมป์ต้องประกาศชัยชนะก่อนกำหนด ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารจะสิ้นสุดลง ซึ่งจะทำให้อิหร่านเหลือโครงสร้างอำนาจที่จะกลับมารวมตัวกันใหม่ พร้อมศักยภาพทางทหารและนิวเคลียร์ที่ยังสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ ความมั่งคงในภูมิภาคจะยิงสั่นคลอน ประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะถูกคุกคามโดยอิหร่านที่มีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรนที่เพิ่มขึ้น
3. มีโอกาส 10% ที่จะเกิด 'อิหร่านใหม่' และ 'ตะวันออกกลางใหม่'
หากแรงกดดันทางทหารที่มีต่ออิหร่านหนักหน่วง ก็มีโอกาสที่จะทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านอ่อนแอลง หรือปลุกให้ชาวอิหร่านกลับมาประท้วงบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้โค่นล้มสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งสถานการณ์นี้อาจมีโอกาสเกิดขึ้นสูงกว่าเดิม หากไม่มีการปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรงในเดือนมกราคม ที่มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตหลายพันคน
ในระยะสั้นนี้ คาดว่าโอกาสที่ชาวอิหร่านอาจจะกลับมาประท้วงบนท้องถนนได้เป็นจำนวนมากจะเกิดขึ้นอีกก็ต่อเมื่อหน่วยงานสำคัญอย่าง กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นจากแรกกดดันด้วยปฏิบัติการทหารทางอากาศเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์ทั้งสามนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเอง โดยเฉพาะเมื่อผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี มีแนวโน้มที่จะเป็นเพียงหุ่นเชิดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม และยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเขาจะสามารถรวมอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะอุดมการณ์ของสาธารณรัฐอิสลามยังคงต่อต้านระบบการสืบทอดอำนาจทางสายเลือด และโมจตาบาก็กำลังถูกมองว่าได้รับตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่เพียงเพราะการสืบทอดจากบิดาผู้ล่วงลับเท่านั้น