
SHORT CUT
ในโลกตะวันตก สงครามถูกเล่าผ่านมีมและเสียงหัวเราะบนโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับวัยรุ่นอิหร่าน อินเทอร์เน็ตอาจเป็นพื้นที่ปลอดภัยเดียวที่พวกเขายังพึ่งพาได้
เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการเมือง ความตึงเครียดระหว่างประเทศ หรือความเสี่ยงของสงคราม สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคอินเทอร์เน็ตคือ “กระแสมีม” ของคนรุ่น Gen Z สำหรับพวกเขา ข่าวร้ายระดับโลกมักถูกถ่ายทอดผ่านอารมณ์ขัน การล้อเลียน และการประชดประชันบนโซเชียลมีเดีย
ตัวอย่างชัดเจนคือช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาเป็นข่าว แฮชแท็กอย่าง “WW3” ติดเทรนด์อย่างรวดเร็ว ขณะที่วัยรุ่นตะวันตกจำนวนมากแชร์มีมเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารหรือสงครามโลกครั้งที่ 3
ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ในโลกตะวันตก โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่เฮฮาที่ใช้ระบายความกังวลผ่านเสียงหัวเราะ แต่ในอีกด้านหนึ่งของโลก สำหรับวัยรุ่นจำนวนมากในอิหร่าน โซเชียลมีเดียกลับไม่ใช่พื้นที่ของมุกตลก หากเป็นช่องทางสำคัญในการรับรู้ข่าวสาร ติดต่อกับโลกภายนอก และอาจเป็นความหวังสุดท้ายท่ามกลางความไม่แน่นอนของอนาคต
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในกรุงเตหะราน ภาพที่เกิดขึ้นบนท้องถนนสะท้อนความสับสนและความไม่แน่นอนของผู้คน หลายครอบครัวเร่งเก็บข้าวของใส่กระเป๋า เดินฝ่าความวุ่นวายไปตามทางเท้า ขณะที่บางคนพาลูกเล็ก ๆ ลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อใช้เป็นที่พักชั่วคราวในยามค่ำคืน
ในเมืองที่แทบไม่มีระบบเตือนภัย หลุมหลบภัย หรือแผนอพยพสาธารณะที่ชัดเจน คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงหันไปพึ่งพาพื้นที่อีกแบบหนึ่ง นั่นคือโลกออนไลน์ แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตและแอปแชตอย่าง Discord หรือ WhatsApp กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ชาวอิหร่านใช้ติดตามข่าวสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และติดต่อกัน ท่ามกลางสถานการณ์โจมตีที่ทำให้ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน.
รายงานของหนังสือพิมพ์อิหร่าน Shargh ระบุว่า ในประเทศมีคนรุ่น Gen Z ที่เล่นเกมและใช้งาน Discord อยู่เกือบ 14 ล้านคน คิดเป็นราว 15 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้เติบโตมากับโลกดิจิทัล และยังคงเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
แม้รัฐบาลจะมีข้อจำกัดต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตและบางแพลตฟอร์ม แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงหาทางออนไลน์อยู่เสมอ พวกเขาใช้ VPN และแอปสื่อสารแบบเข้ารหัส เพื่อเข้าถึงข้อมูล ติดต่อกับเพื่อน และรักษาการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกเอาไว้
ข้อมูลจากสำนักข่าว Al Jazeera ระบุว่า ฟอรัมออนไลน์ต่าง ๆ กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยต่อลมหายใจ ทั้งในแง่ของการจัดการความช่วยเหลือและการเยียวยาความบอบช้ำทางจิต
ช่องทางที่เป็นแหล่งรวมตัวแรกๆ ของคนรุ่นใหม่ในอิหร่านคือ Discord แม้แอปนี้ ถูกทางการอิหร่านสั่งบล็อกตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2024 กลัวคนรุ่นใหม่ใช้เป็นแหล่งนัดหมายการประท้วงทางการเมือง แต่การสั่งแบนไม่ได้ทำให้คนรุ่นใหม่เลิกใช้งานแอปนี้ได้จริง กลุ่ม Gen Z จำนวนมากยังคงหาวิธีกลับเข้าไปใช้ Discord ผ่านเครื่องมือหลบเลี่ยงการบล็อก เช่น VPN เพื่อรักษาการติดต่อและการสื่อสารกับเพื่อน ๆ ในโลกออนไลน์ต่อไป
เมื่อการโจมตีเกิดขึ้น Discord กลายเป็นเหมือนห้องนอนออนไลน์ ตามรายงานของ Al Jazeera ระบุว่า วัยรุ่นอิหร่านจำนวนมากเลือกที่จะเปิดกล้องหรือเปิดไมค์ทิ้งไว้ขณะนอนหลับ เพียงเพื่อให้ได้ยินเสียงลมหายใจหรือเสียงขยับตัวของเพื่อน ๆ ผ่านลำโพง สิ่งนี้ช่วยให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจและรับรู้ว่า ‘เรายังมีชีวิตอยู่’ ในช่วงที่มีการโจมตีทางอากาศ การได้ยินว่ายังมีใครบางคนอยู่เป็นเพื่อนในอีกฟากหนึ่งของหน้าจอ กลายเป็นเครื่องยันยืนชั้นดีว่าพวกเขาไม่ได้เผชิญหน้ากับความกลัวเพียงลำพัง
หนึ่งในตัวอย่างคือ ซามิน ชายหนุ่มวัย 23 ปี จากทางเหนือของอิหร่านเผยว่า บางครั้งพวกเขาต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อหา VPN ที่ยังใช้งานได้ เพียงเพื่อจะล็อกอินเข้า Discord และกลับไปคุยกับเพื่อนในช่องแชตของตัวเอง
เขาบอกว่า ถ้าวันไหนมีใครบางคนไม่ออนไลน์ เพื่อน ๆ ก็จะเริ่มโทรตามกันทันที และถ้าระหว่างคุยกันเสียงสายหลุดไปกะทันหัน ทุกคนจะรู้สึกใจหาย เพราะกลัวว่าเพื่อนคนนั้นอาจตกอยู่ในเหตุระเบิดหรือการโจมตี
ช่วงเวลานี้ทำให้พวกเขาใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์มากกว่าที่เคย ทุกคนคอยเช็กข่าวคราวของกันและกันอยู่ตลอด ในห้องแชตเดียวกันนั้น พวกเขาเคยแบ่งปันทั้งเรื่องวันเกิด เสียงขีปนาวุธที่บินผ่านเหนือศีรษะ ไปจนถึงข่าวการสูญเสียคนใกล้ตัว
อีกหนึ่งแอปที่กลายเป็นพื้นที่สำคัญในการสื่อสารและให้กำลังใจกันคือ WhatsApp จากเดิมที่ใช้พูดคุยเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อความขัดแย้งปะทุขึ้น กลุ่มแชตเหล่านี้กลับกลายเป็นพื้นที่ให้ผู้หญิงรวมตัวกันฝึกสมาธิ ฝึกการหายใจ และช่วยกันประคองสติ เพื่อรับมือกับความตื่นตระหนกจากเสียงระเบิดและการโจมตีทางอากาศ
กลุ่มแชตที่ชื่อว่า “Yoga for Pregnancy” ถูกก่อตั้งโดยโซห์เรห์ หญิงตั้งครรภ์แปดเดือนที่ยังอาศัยอยู่ในกรุงเตหะราน เธอและเพื่อนๆ ช่วยกันแบ่งปันคำแนะนำเรื่องการดูแลตัวเอง ฝึกหายใจเพื่อลดอาการตื่นตระหนก และบางครั้งก็ทำโยคะออนไลน์ด้วยกัน เมื่อสถานการณ์สงบลงชั่วคราว พวกเธอจะจุดเทียน ส่งข้อความเสียง และคอยถามไถ่กันว่าทุกคนยังปลอดภัยดีหรือไม่
เธอเล่าว่า คืนหนึ่งเสียงระเบิดปลุกเธอให้ตื่นจากการนอน เพื่อนในกลุ่มช่วยแนะนำให้เธอจดจ่อกับจังหวะการหายใจและการเต้นของหัวใจเพื่อควบคุมอาการเจ็บท้อง อีกครั้งหนึ่งเมื่อเธอรู้สึกว่าลูกในท้องไม่ขยับอยู่นาน เพื่อน ๆ ก็แนะนำให้เปิดเพลง นวดท้องเบา ๆ และลองทำโยคะเพื่อช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของทารก
เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยออกมาพูดว่าควร “อพยพผู้คนออกจากเตหะราน” คำกล่าวนั้นยิ่งทำให้ผู้คนในเมืองตื่นตระหนก โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากที่ไม่สามารถเดินทางออกจากเมืองได้ โซห์เรห์เองก็เคยคิดจะออกจากเตหะราน แต่เมื่อเห็นสภาพการจราจรที่ติดขัดและความเสี่ยงที่อาจคลอดก่อนกำหนด เธอจึงตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อให้สามารถเข้าถึงโรงพยาบาลได้
สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า เมื่อที่หลบภัยแบบเดิมแทบไม่มีอยู่จริง และเครือข่ายการสื่อสารถูกจับตาอย่างเข้มงวดหรือถูกปิดกั้น คนรุ่นใหม่ของอิหร่าน จึงเริ่มสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” รูปแบบใหม่ขึ้นมาในโลกดิจิทัล เว็บบอร์ดและห้องสนทนาออนไลน์กลายเป็นเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา ทั้งทำหน้าที่เหมือนที่หลบภัยชั่วคราวและเป็นพื้นที่ระบายความรู้สึกคล้ายห้องบำบัดที่ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้
ที่มา : aljazeera
ข่าวที่เกี่ยวข้อง