
SHORT CUT
กลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญบนโลกออนไลน์ เมื่อตอนล่าสุดของซีรีส์ ‘เด็กใหม่’ นำเสนอภาพการแอบถ่ายใต้กระโปรงที่ถูกตั้งคำถามว่ากำลังก้าวล้ำเส้นขอบเขตจริยธรรมสู่การ ‘Sexualize’ บาดแผลของเหยื่อหรือไม่?
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักบนโลกออนไลน์ เมื่อซีรีส์ยอดฮิตอย่าง ‘เด็กใหม่ The Reset’ ใน EP. 2 ได้นำเสนอเรื่องราวของการ ‘แอบถ่ายใต้กระโปรง’ ในสถานศึกษา ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้ชมใน X (Twitter) ลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด
เมื่อความพยายามที่จะตีแผ่ความเน่าเฟะในรั้วโรงเรียนอาจกำลังก้าวล้ำเส้นขอบเขตของคำว่า การผลิตซ้ำความรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นที่เปราะบางที่สุดอย่างเรื่องของ ‘Child Consent’ (ความยินยอมของเด็ก)
ในตอนล่าสุด ซีรีส์ได้พาทุกคนไปสำรวจมุมมืดของสถานศึกษาผ่านเรื่องราวของแก๊งนักเรียนชาย (นำแสดงโดย ออฟโรด กันตภณ) คอยตั้งกล้องแอบถ่ายใต้กระโปรงนักเรียนหญิงและนำคลิปไปขายแลกเงินในกลุ่มลับ โดยมีนักเรียนหญิงในโรงเรียนตกเป็นเหยื่อ
อีกหนึ่งความเจ็บปวดที่สะท้อนออกมาผ่านซีรีส์เมื่อท่าทีของบุคคลากรในโรงเรียนกลับเพิกเฉยต่อความรุนแรงทางเพศ กลับเลือกใช้วัฒนธรรม Victim Blaming (การกล่าวโทษเหยื่อ) ด้วยการตำหนิเหยื่อว่า "เพราะเธอใส่กระโปรงสั้นเอง" แม้ซีรีส์จะทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ในการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและอำนาจนิยมในโรงเรียน แต่ภาพจำลองที่ถูกถ่ายทอดออกมากลับสร้างข้อถกเถียงและเสียงวิพากวิจารณ์ถึงการนำเสนอของซีรีส์
เป็นประเด็นที่กลายเป็นข้อถกเถียง เมื่อซีรีส์กำลังสร้างภาพสะท้อนที่สังคมมักมองว่า การแต่งกาย การแสดงออก หรือแม้แต่การที่เด็กไม่กล้าขัดขืนคือการเชื้อเชิญหรือการยินยอมให้ใครก็ตามสามารถจับต้องร่างกายได้ อาชญากรในโลกความจริงก็มักใช้ช่องโหว่นี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อลดทอนความผิดตัวเองว่า "เด็กมันสมยอมเอง"
สิ่งที่น่าตั้งคำถามยิ่งกว่า คือบทสรุปในตอนจบของซีรีส์ เมื่อตัวละคร ‘แนนโน๊ะ’ เลือกใช้การ ‘เปิดกระโปรงของตัวเอง’ เพื่อเป็นการแก้แค้นและสั่งสอนอาชญากร ถึงแม้ในมิติของตัวละครจะนิยามว่าเธอคือซาตานที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์และอายุขัย แต่ในฐานะสื่อที่นำเสนอภาพนักเรียนหญิง สิ่งนี้กลับสร้างความย้อนแย้งที่รุนแรงว่า การนำร่างกายมาเป็นเครื่องมือในการแก้แค้น คือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว?
และกำลังวนกลับไปตอกย้ำว่าร่างกายของเด็กและผู้หญิงคือพื้นที่ของการต่อรองและแสดงอำนาจ กลายเป็นคำถามสำคัญที่ย้อนกลับมาสู่หัวใจหลักว่าเป็นคำถามที่ย้อนกลับมาถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดว่า แล้ว Consent (ความยินยอม) ของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีอยู่จริงหรือไม่?
ในทางจิตวิทยามีคำตอบที่สั้นและเด็ดขาด คือ “ไม่มีอยู่จริง” อ้างอิงจากข้อมูลของ สถาบันจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นอเมริกัน และงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ ระบุว่า Consent ที่แท้จริงต้องเป็น 'Informed Consent' (ความยินยอมที่รับรู้และเข้าใจถึงผลกระทบอย่างถ่องแท้) ทว่าสมองส่วนหน้าของเยาวชนที่ทำหน้าที่ควบคุมเหตุผล ยับยั้งชั่งใจ และประเมินผลกระทบระยะยาวยังพัฒนาไม่สมบูรณ์เต็มที่จนกว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น
ขณะเดียวกัน ในทางนิติศาสตร์ ประมวลกฎหมายอาญาของไทย ได้วางบรรทัดฐานสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลไว้อย่างชัดเจนว่า การกระทำอนาจารหรือล่วงละเมิดทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี (และครอบคลุมถึง 18 ปีในกรณีที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือกว่า) 'ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ผู้กระทำย่อมมีความผิดเสมอ' ดังนั้น การที่เด็กไม่ขัดขืน การยอมทำตามคำสั่ง หรือแม้แต่การแสดงออกว่าสนุกสนานในเวลานั้น จึงเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองตามวัย หรือสภาวะจำยอม และไม่สามารถถูกตีความว่าเป็นการ ‘ยินยอม’ ทางกฎหมายและศีลธรรมได้อย่างเด็ดขาด
.
ถ้าไม่ใช่ ‘Consent’ แล้วสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร?
สรุปแล้ว Consent ของเด็กอยู่ที่ไหน?
คำตอบคือ "ไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่และบรรทัดฐานของกฎหมาย" กฎหมายอาญาจึงขีดเส้นแดงไว้อย่างชัดเจนว่า ในคดีล่วงละเมิดทางเพศหรือสื่อลามกเด็ก ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ผู้กระทำย่อมมีความผิดเสมอ
ประเด็นต่อมาที่ชาวเน็ตถกกันไฟลุกคือ การเล่าเรื่องผ่านภาพ จำเป็นแค่ไหนที่กล้องจะต้องมุดลงใต้กระโปรง หรือฉายภาพการแอบถ่ายให้คนดูเห็นแบบโจ่งแจ้ง?
ในทฤษฎีภาพยนตร์ สิ่งนี้อธิบายได้ด้วยคำว่า The Male Gaze (สายตาที่จับจ้องผู้หญิงเป็นวัตถุ) การใช้มุมกล้องแบบนี้คือการจับมือคนดูให้ไปยืนอยู่ในมุมมองของ ‘ผู้แอบถ่าย’ แทนที่คนดูจะรู้สึกรังเกียจอาชญากรรม มันอาจบิดเบี้ยวกลายเป็นการ Sexualize ทำให้ล่อแหลมและเร้าอารมณ์ เปลี่ยนบาดแผลของเหยื่อให้กลายเป็นแค่คอนเทนต์ความบันเทิง
เมื่อผู้ทำสื่อตกลงในหลุมพรางของตัวเอง
ความตลกร้ายไม่ได้จบแค่ในจอ แต่มันลามมาถึงโลกความจริง เมื่อต้าห์อู๋ พิทยา และ ออฟโรด กันตภณ โพสต์คลิปคัฟเวอร์ฉากหนึ่งจากซีรีส์ เป็นฉากที่ตัวละครนักเรียนชาย แอบใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายใต้กระโปรง แนนโน๊ะ จนกลายเป็นประเด็นซึ่งถูกแสดงความคิดเห็นว่าไม่เหมาะสม สิ่งนี้กลายเป็นกระแสวิพากวิจารณ์อย่างหนัก เพราะชาวเน็ตหลายคนให้ความเห็นว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการทำให้การคุกคามทางเพศกลายเป็นเรื่องตลก แม้ทาง ต้าห์อู๋ ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงและขอโทษผ่านโซเชียลมีเดีย
โดยอธิบายว่าคลิปดังกล่าวเป็นการเล่นตามซีนของตัวละครในเรื่อง โดยน้อมรับความผิดพลาดที่ขาดความระมัดระวังและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการนำเสนอประเด็นที่เปราะบาง ด้าน ออฟโรด ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความขอโทษเช่นกัน โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนพฤติกรรมคุกคามผู้หญิงหรือเพศใด
เสียงสะท้อนที่น่ากังวลที่สุดมาจากกลุ่มผู้ชมที่เคยตกเป็นเหยื่อในชีวิตจริง ที่ออกมาแสดงความเห็นในโลกโซเชียลว่า ภาพอันสมจริงเหล่านี้นำไปสู่สภาวะกระตุ้นบาดแผลทางใจหรือการทำร้ายเหยื่อซ้ำ แม้จะมีการติดคำเตือนไว้อย่างชัดเจน อ้างอิงจากหลักจริยธรรมของ Dart Center for Journalism and Trauma หน้าที่ของสื่อไม่ใช่เพียงการแปะป้ายเตือน แต่คือการออกแบบวิธีเล่าเรื่องที่เคารพเหยื่อโดยไม่เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นความบันเทิงล่อแหลม
กระแสของวิพากวิจารณ์ในครั้งนี้กลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ถึงการตีแผ่ความจริงอย่างไรไม่ให้สร้างความเจ็บปวดและสร้างบาดแผลให้กับเหยื่อในชีวิตจริง และเมื่อเส้นแบ่งเรื่อง Consent ของเด็กถูกยืนยันชัดเจนว่า ‘ไม่มีอยู่จริง’ โจทย์ใหญ่ที่ทิ้งไว้ให้สังคมไทยคือ เราจะร่วมกันสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของมนุษย์ได้อย่างไร และเราจะทำอย่างไรให้ ‘ความเจ็บปวด’ ของเหยื่อ ไม่ถูกทำให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือสร้างเรตติ้งที่ฉาบฉวย