
SHORT CUT
เอกชน จี้ รัฐบาลใหม่เลิกแทรกแซง-อุ้มราคาสินค้า ชี้หากฝืนธรรมชาติเสี่ยงของขาดตลาด พร้อมเร่งหาพลังงานสะอาดใหม่มาเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
วันนี้ประเทศไทยได้เห็นโฉมหน้าของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาจับจ้องจากทุกภาคส่วน ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจที่ฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดนี้ ในการเข้ามาเร่งแก้โจทย์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานผันผวนในระดับสูงต่อเนื่อง กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ดันต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและค่าครองชีพของประชาชนให้เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่จึงไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่รวมถึงการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน ลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ และฟื้นความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ล่าสุดศูนย์วิจับกสิกรไทย นำโดย ‘บุรินทร์ อดุลวัฒนะ’ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า หากรัฐบาลใหม่ขยับตัวช้าจะทำให้เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะถดถอย (Recession) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี2569 โดยมีความเสี่ยงที่ GDP จะปรับลดลงจาก 1.9% เหลือเพียง 1.2% และเงินเฟ้ออาจพุ่งแตะ 3% หากราคาน้ำมันดิบโลกยังค้างสูงที่ระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเกินกว่า 3 เดือน
ทั้งนี้ภาคเอกชนส่งสัญญาณด่วนถึงรัฐบาลใหม่ว่า ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือการจัดการ Triple Deficit หรือภาวะขาดดุล 3 ด้าน ได้แก่ การขาดดุลการคลังจากการกู้เงินมาอุดหนุนราคาพลังงาน, การขาดดุลพลังงาน และการขาดดุลการนำเข้าเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณา เลิกแทรกแซงราคาสินค้าและปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อป้องกันปัญหา "ของขาดตลาด" เนื่องจากผู้ผลิตไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้จนต้องหยุดผลิต ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า
นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ลุกลามจนมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้กลายเป็น Wake-up Call ครั้งสำคัญที่ทำให้เห็นว่าไทยพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเดียวมากเกินไปรัฐบาลใหม่จึงต้องเร่งหาแหล่งพลังงานสำรองและวัตถุดิบ (Source of Energy & Raw Materials) อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่กำลังขาดแคลนฟีดสต็อกในการผลิตพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ จนกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอาหารส่งออก
ขณะที่ปัญหาโลจิสติกส์โลกยังวิกฤต ค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ 5 เท่าไปจนถึง 80 เท่าในบางเส้นทาง และการเดินเรือไร้ระเบียบจนเกิด Disruption ไปทั่วโลกสำหรับทางออกในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลใหม่กล้าตัดสินใจ นำถ่านหินกลับมาใช้ชั่วคราว เนื่องจากหาได้ง่ายและราคาไม่ผันผวนเท่าก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน
ส่วนในระยะยาวต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Renewable), พลังงานแสงอาทิตย์ และพิจารณา โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่มีความเสถียรสูง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยต้องล้มครืนทุกครั้งที่เกิดสงครามในต่างประเทศ เหมือนที่จีนสามารถรอดพ้นวิกฤตมาได้เพราะเตรียมตัวด้านพลังงานสะอาดมานานกว่าประเทศอื่น