
SHORT CUT
เมื่อราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ โลกมักยืนอยู่หน้าจุดเปลี่ยนสำคัญเสมอ เจาะลึกบทเรียนจากปี 2008 ถึงสงครามในปี 2026 ที่กำลังสั่นคลอนกระเป๋าเงินคนทั้งโลก
ในโลกเศรษฐกิจสมัยใหม่ "ราคาน้ำมัน" ไม่ได้เป็นแค่ต้นทุนการเดินทาง แต่เป็น "เทอร์โมมิเตอร์" วัดไข้ความตึงเครียดของโลก เมื่อใดที่ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นั่นคือสัญญาณเตือนภัยว่าตลาดกำลังปั่นป่วนอย่างหนัก ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา โลกเจ็บปวดกับ "ยุคน้ำมันแพง" มาแล้วหลายครั้ง
ครั้งที่หนักหน่วงที่สุดคือ "ยุคฟองสบู่พลังงาน ปี 2008" ก่อนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ตอนนั้นเศรษฐกิจโลกโตทะลุปรอท จีนและอินเดียกำลังสร้างประเทศครั้งใหญ่ กว้านซื้อพลังงานมหาศาล ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งไปถึง 147 ดอลลาร์ ซึ่งยังคงเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาล
ถัดมาคือช่วง "อาหรับสปริง ปี 2011-2014" การลุกฮือประท้วงขับไล่รัฐบาลทั่วตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกลัวว่าน้ำมันจะขาดแคลน ราคาน้ำมันจึงยืนหยัดเหนือ 100 ดอลลาร์อยู่ได้นานหลายปี ทิ้งรอยแผลไว้กับเศรษฐกิจโลกอย่างลากยาว
ล่าสุด ในเดือนมีนาคม 2026 นี้ ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยที่เลวร้ายกว่าเดิม ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ไปแล้ว จากชนวนความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น เมื่ออิสราเอลถล่มคลังน้ำมันอิหร่านจนเกิดวิกฤตฝนกรดสีดำ สร้างความตื่นตระหนกจนเกิดการแห่กักตุนน้ำมันทั่วโลก ที่น่ากลัวคือความขัดแย้งนี้กระทบโดยตรงต่อ "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันถึง 1 ใน 5 ของโลก
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขหน้าปั๊มน้ำมัน แต่คือภาวะ "Stagflation" หรืออาการที่ "เศรษฐกิจหยุดโต แต่ข้าวของแพงระยับ" ต้นทุนค่าขนส่งที่พุ่งสูงจะผลักให้สินค้าทุกอย่างแพงขึ้น กระทบปากท้องและเงินในกระเป๋าของประชาชนฐานรากโดยตรง ประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันอย่างไทย จะเจอภาวะขาดดุลการค้าอย่างหนัก
ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังตกที่นั่งลำบาก จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้ของแพงก็กลัวเศรษฐกิจพัง จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยก็กลัวเงินเฟ้อทะลุเพดาน อนาคตหลังจากนี้แขวนอยู่บนเส้นด้าย รัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดว่า หากสงครามยืดเยื้อและช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานเกิน 2-3 สัปดาห์ เราอาจได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งไปถึง "150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการล่มสลายของเศรษฐกิจโลกในรอบทศวรรษ
ล่าสุดวันนี้ (10 มี.ค. 2569) มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมี ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยณวันที่ 5 มีนาคมประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055, ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน
โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร ซึ่งแบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่นให้หลีกการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22:00 น. เป็นต้นไป พร้อมกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก
หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว