
SHORT CUT
พาส่องบทเรียนสงครามอิหร่าน! จีนเจ็บน้อย เพราะตุนพลังงานสะอาดไว้มาก หรือ..ไทยต้องเร่งมี ‘โรงไฟฟ้าSMR’-ลุยโซลาร์เซลล์
ท่ามกลางเปลวไฟของความขัดแย้งในอิหร่านและตะวันออกกลาง โลกกำลังเผชิญ ‘แรงสั่นสะเทือนด้านพลังงาน’ ครั้งใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง ห่วงโซ่อุปทานตึงตัว และต้นทุนพลังงานที่ไหลทะลักไปกดดันเศรษฐกิจในทุกมิติ ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ จึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่รับแรงกระแทกโดยตรง ทั้งค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงต้นทุนภาคธุรกิจที่ขยับขึ้นตามกันเป็นลูกโซ่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ‘จีน’ กลับสามารถจำกัดแรงกระเพื่อมได้ดีกว่า ด้วยการวางหมากระยะยาวด้านพลังงานอย่างเป็นระบบ เร่งลงทุนพลังงานสะอาดทั้งโซลาร์ ลม และโครงสร้างพื้นฐานด้านกักเก็บพลังงาน จนมีสัดส่วนพลังงานทางเลือกในระดับมหาศาล กลายเป็นเกราะกันกระแทกในยามวิกฤต
วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่บททดสอบความมั่นคงพลังงานของโลก แต่ยังสะท้อน ‘ช่องว่างเชิงยุทธศาสตร์’ ของไทย ที่อาจถึงเวลาต้องทบทวนและเร่งเครื่องนโยบายพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในวงจรเปราะบางซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกครั้งที่โลกเผชิญความขัดแย้ง
จากบทเรียนสงครามในอิหร่านทำให้ไทยต้องวางแผนใหม่ในเรื่องการหาพลังงานสะอาดใหม่ๆ โดย ‘บุรินทร์ อดุลวัฒนะ’ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกและเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวันที่ประเทศไทยกำลังจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่และรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ภารกิจเร่งด่วนที่ภาคเอกชนและสังคมจับตามองมากที่สุดหนีไม่พ้นการบริหารจัดการ "แหล่งพลังงาน" และ "ต้นทุนค่าครองชีพ" เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตามมองว่าฟอสซิลไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป วิกฤตการณ์สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซในครั้งนี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ (Wake-up call) ที่ทำให้ทุกประเทศต้องตระหนักว่า การพึ่งพาพลังงานจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงจุดเดียว โดยเฉพาะน้ำมันจากตะวันออกกลางที่เอเชียพึ่งพาอยู่ถึง 60% เป็นความเสี่ยงที่อันตรายอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 6% ของ GDP ภาระทางการคลังในการตรึงราคาพลังงานเริ่มส่งสัญญาณถึงขีดจำกัด ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจฉุดให้ GDP ของเราเติบโตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นไทยจะต้องวางยุทธศาสตร์พลังงานสะอาด แสงอาทิตย์ ไบโอฟิวเอล และเป็นโจทย์ท้าทายของโรงไฟฟ้าSMR ในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง โดยเน้นไปที่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ให้มากขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการใช้ "พลังงานแสงอาทิตย์" ในระดับที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพที่มี รวมถึง "พลังงานชีวภาพ" (Biofuel) ที่ยังสามารถต่อยอดเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้อีกมาก
พลังงานนิวเคลียร์" หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SMR) เข้ามาเป็นหนึ่งในทางเลือก แม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องต้นทุนการก่อสร้างที่สูง แต่หากมองในแง่ของ "เสถียรภาพ" พลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นออปชันที่มีความมั่นคงสูงมาก เพราะจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการตัดเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลางเหมือนเช่นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งหากรัฐบาลต้องการวางรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งในทศวรรษหน้า นโยบายพลังงานทางเลือกและนิวเคลียร์นี้อาจเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้
หากจะหาต้นแบบในการเตรียมตัวรับมือวิกฤตพลังงานครั้งนี้ คงต้องมองไปที่ "จีน" ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศอย่างเห็นได้ชัดสาเหตุสำคัญไม่ใช่โชคช่วย แต่เป็นเพราะจีนได้ทำการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน (Energy Transition) มาสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบและยาวนาน ทั้งการรุกหนักในพลังงานลมและแสงอาทิตย์การที่จีนเตรียมตัวล่วงหน้าเพราะมองเห็นความเสี่ยงของ "จุดบอด" (Choke Point) ในการขนส่งพลังงานมาโดยตลอด ทำให้เมื่อเกิดสงครามและเส้นทางขนส่งถูกจำกัด จีนจึงมีทางเลือกมากกว่าและมีความยืดหยุ่นสูงกว่า
นอกจากนี้ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ จีนยังเป็นกลุ่มประเทศที่ยังคงได้รับสิทธิในการส่งผ่านน้ำมันผ่านเส้นทางสำคัญแม้ในช่วงวิกฤต ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบได้อีกทางหนึ่ง ก้าวต่อไปของไทย คือ ความรวดเร็วแต่ต้องสมดุล ในระยะสั้น รัฐบาลใหม่อาจจำเป็นต้องยอมรับมาตรการชั่วคราวอย่างการนำ "ถ่านหิน" กลับมาใช้เพื่อพยุงสถานการณ์ เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่หาได้ง่ายและไม่ถูกกระทบจากห่วงโซ่อุปทานมากเท่าก๊าซธรรมชาติ แต่ในระยะยาว การปล่อยให้ราคาพลังงานเป็นไปตามกลไกตลาดควบคู่กับการเร่งส่งเสริมนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด คือทางออกเดียวที่จะช่วยให้ไทยไม่ต้องเผชิญกับภาวะ "Triple Deficit" หรือการขาดดุลสามด้าน (การคลัง พลังงาน และการนำเข้า) ที่กำลังรุมเร้าอยู่ในขณะนี้
ทั้งหมดจึงทำให้หลายคนมีคำถามว่า ถึงเวลาแล้ว…ที่รัฐบาลไทยต้องถอดบทเรียนจากสงครามอิหร่าน และดูตัวอย่างจากการเตรียมตัวของจีน เพื่อวางโรดแมปพลังงานสะอาดที่ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือ "ความมั่นคงของชาติ" อย่างแท้จริง