svasdssvasds

วิกฤตพื้นที่ส่วนตัว ‘เติ้งข่าย’ เมื่อความรักคือคุกคาม และทำไมกฎหมายถึงจัดการซาแซงไม่ได้?

วิกฤตพื้นที่ส่วนตัว ‘เติ้งข่าย’ เมื่อความรักคือคุกคาม และทำไมกฎหมายถึงจัดการซาแซงไม่ได้?

ถอดบทเรียน ‘เติ้งข่าย’ กับวิกฤตพื้นที่ส่วนตัว เมื่อการคุกคามถูกฉาบด้วยคำว่ารัก ชวนสำรวจอาชญากรรมขายข้อมูล และช่องโหว่กฎหมาย ที่ยังเอาผิด ‘ซาแซง’ ไม่ได้จริง?

SHORT CUT

  • เติ้งข่าย นักแสดงจีน ถูกแฟนคลับซาแซงคุกคามพื้นที่ส่วนตัวอย่างหนัก จนเกิดกระแสถกเถียงถึงสิทธิของบุคคลสาธารณะ
  • ช่องโหว่ทางกฎหมายในหลายประเทศรวมถึงไทย ทำให้การกระทำของซาแซงมักถูกตีความว่าเป็นเพียง 'การสร้างความเดือดร้อนรำคาญ' 
  • ปัญหานี้สร้างบาดแผลทางจิตใจให้ศิลปิน และต้องการการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการยกระดับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและเปลี่ยนทัศนคติของสังคม

ถอดบทเรียน ‘เติ้งข่าย’ กับวิกฤตพื้นที่ส่วนตัว เมื่อการคุกคามถูกฉาบด้วยคำว่ารัก ชวนสำรวจอาชญากรรมขายข้อมูล และช่องโหว่กฎหมาย ที่ยังเอาผิด ‘ซาแซง’ ไม่ได้จริง?

ท่ามกลางกระแสความนิยมของ เติ้งข่าย (Deng Kai) นักแสดงหนุ่มชาวจีนที่ครองใจแฟนๆ จากซีรีส์เรื่อง ล่าหยก ที่เมื่อไม่นานนี้ถูกกลุ่มแฟนคลับ หรือที่เรียกกันว่า ‘ซาแซง’ ตามประชิดตัวที่สนามบิน ไม่พอแค่นั้นกลุ่มคนเหล่านี้ยังตามติดไปบนเครื่องบินและพยายามจ่อกล้องถ่ายในระยะประชิด จนเติ้งข่ายแสดงอาการ ‘กลอกตา’ รวมไปถึงภาพที่นักแสดงหนุ่มต้องพนมมือไหว้ขอร้อง อ้อนวอนให้หยุดถ่ายและเว้นระยะห่าง หลังพฤติกรรมนี้ถูกเผยแพร่สู่โลกโซเชียล ก็กลับกลายเป็นกระแสถกเถียงกันในเวลาต่อมา

 

ภายหลังคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป กระแสสังคมกูกแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน หลายคนให้ความเห็นว่า พฤติกรรมของเติ้งข่ายคือความปกติของมนุษยืที่ถูกคุกคามอย่างหนัก การกลอกตาหรือแสดงความไม่พอใจคือสิทธิในการป้องกันความเป็นส่วนตัว หรือไม่เขาก็แค่แสดงความอ่อนเพลียออกมาเท่านั้น ในขณะที่ชาวเน็ตบางส่วนอ้างว่า เขาเป็นบุคคลสาธารณะ การสูฐเสียความเป็นส่วนตัวคือราคาที่ต้องจ่าย และตัวของเติ้งข่ายเองก็เพิ่งเริ่มมีชื่อเสียง ไม่ควรแสดงพฤติกรรมแบบนี้ต่อแฟนคลับ

 

วิกฤตพื้นที่ส่วนตัว ‘เติ้งข่าย’ เมื่อความรักคือคุกคาม และทำไมกฎหมายถึงจัดการซาแซงไม่ได้?

ปัญหาของซาแซงไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเราลองย้อนมองในอุตสาหกรรมบันเทิง การคุกคามมักมาในรูปแบบการแอบงัดเข้าบ้าน สะกดรอยตาม ไปจนถึงกางเต็นท์นอนหน้าหอพัก แต่ในยุคที่เทคโนโลยียกระดับการคุกคามให้แยบยลขึ้นแทบจะกลายเป็นตลาดมืด ที่มีการลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนตัวของศิลปินกันอย่างโจ้งแจ้ง ตั้งแต่เบอร์โทร เลขพาสปอร์ต ตารางบิน สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนพฤติกรรมแฟนคลับให้กลายเป็น อาชญากรรมไซเบอร์อย่างเต็มรูปแบบ แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดคำถามสำคัญขึ้นมาว่า กฎหมายไม่สามารถจัดการกลุ่มคนเหล่านี้ได้เลยหรือ?

Parasocial Relationship ปรากฏการณ์ล้ำเส้นทางจิตวิทยา

ในมุมมองทางจิตวิทยา ปรากฏการณ์นี้คือผล Parasocial Relationship หรือความสัมพันธ์ข้างเดียวที่บิดเบี้ยว เมื่อเราเสพคอนเทนต์เบื้องหลัง ไลฟ์สด ทำให้เรารู้วึกสนิทสนมกับศิลปินราวกับเป็นคนสนิท จนเผลอคิดไปว่าตนเองมีสิทธิ์ในพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา ความรู้สึกผูกพันนี้ ทำให้หลายคนหลงลืมขอบเขต โดยคิดแค่ว่า "แค่แอบถ่ายรูป" หรือ "แค่นั่งไฟลต์เดียวกัน" คงไม่เป็นไร จนลืมคิดไปว่าสำหรับศิลปิน มันคือการถูกจับจ้องจากคนแปลกหน้าจนสูญเสียความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

ช่องโหว่ทางกฎหมาย เมื่อการ 'สะกดรอยตาม' ถูกตีความแค่ 'ความรำคาญ'

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ทำไมศิลปินถึงไม่แจ้งตำรวจล่ะ? หากเราลองกางข้อกฎหมาย 3 ประเทศหลักในอุตสาหกรรมบันเทิงของเชียก็มีกฎหมายคุ้มครองกลุ่มคนที่ถูกคุกคามเช่นเดียวกัน 

ประเทศจีน มีการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงสาธารณะและ PIPL มีโทษสูงสุดกักขัง 5-10 วัน หรือปรับราว 2,500 บาท

เกาหลีใต้ ในปี 2021 มีการประกาศใช้กฎหมาย Stalking Punishment ที่ระบุโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี

ไทย การเอาผิดมักพึ่งพาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 (สร้างความเดือดร้อนรำคาญ) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

 

ในขณะเดียวกันงานวิจัยจาก Fan Culture and Legal Boundaries (2025) และ There Will Be Blood: The Darker Side of K-Pop Fandom (2019) ชี้ให้เห็นตรงกันว่าปัญหาจากการพิสูจน์เจตนาที่มักใช้ข้ออ้างว่าทำไปเพราะรัก ทำให้ตำรวจและศาลไม่ได้มองว่าเป็นเจตนาอาชญากร

บาดแผลที่มองไม่เห็น เมื่อการตามติดศิลปินกลายเป็น Trauma

เมื่อกลไกทางกฎหมายและการรักษาความปลอดภัยไม่ได้รัดกุม สิ่งที่ตกค้างตามมาคือ ‘บาดแผลทางจิตใจ’ ของศิลปินที่ต้องเผชิญกับความหวาดระแวง ดังที่เคยปรากฏในหน้าข่าวของศิลปินรายอื่น เช่น หวังอี้ป๋อ ที่ถูกแอบติดตั้ง GPS ที่รถยนต์ส่วนตัว, แทยอน SNSD ที่เผชิญภาวะแพนิคเมื่อถูกรุมล้อมที่สนามบิน หรือ แจ็คสัน หวัง ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จากการถูกขับรถไล่ตาม

 

วิกฤตพื้นที่ส่วนตัว ‘เติ้งข่าย’ เมื่อความรักคือคุกคาม และทำไมกฎหมายถึงจัดการซาแซงไม่ได้?

 

วิกฤตการคุกคามพื้นที่ส่วนตัวที่เกิดขึ้นกับเติ้งข่ายตอกย้ำว่า ปัญหานี้ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยของตัวศิลปินเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องการการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการยกระดับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การปราบปรามการลักลอบซื้อขายข้อมูล รวมถึงการสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางกฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้คุกคาม

 

ท้ายที่สุด ตราบใดที่วาทกรรม "เป็นบุคคลสาธารณะต้องยอมแลกกับความเป็นส่วนตัว" ยังคงถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการคุกคาม การขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง ‘การสนับสนุนผลงาน’ และ ‘การละเมิดสิทธิมนุษยชน’ จึงเป็นความท้าทายสำคัญที่ทั้งอุตสาหกรรมบันเทิงและกระบวนการยุติธรรมต้องร่วมกันกำหนดมาตรฐาน เพื่อคืนสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

related