
SHORT CUT
28 มีนาคม 69 ครบรอบ 1 ปีโศกนาฏกรรมตึก สตง. ถล่มจากแผ่นดินไหว เหตุการณ์นี้ได้ ทิ้งบทเรียนราคาแพง ที่นำไปสู่การปรับปรุงรวมถึงเป็นตัว 'เร่ง' ระบบแจ้งเตือนภัยแบบเดิม และยกระดับมาตรฐานวิศวกรรมโครงสร้างไทยครั้งใหญ่เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
วันที่ 28 มีนาคม 2569 นับเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่พังถล่มลงมาระหว่างการก่อสร้าง
โศกนาฏกรรมครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด ในประเทศเมียนมา ส่งผลให้อาคารสูง 33 ชั้นพังถล่มลงมาทั้งหลัง ทำให้มีผู้เสียชีวิตผู้เสียชีวิต 93 หาไม่เจออีก 3 บาดเจ็บ 8 เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ไม่ได้เป็นเพียงความสูญเสียในอดีต แต่เป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
ผลกระทบจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บีบให้ประเทศไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีแจ้งเตือนภัยแบบ Cell Broadcast มาใช้งานจริง แผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนั้นเปิดโปงความล้มเหลวของระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือแบบ SMS เดิมอย่างชัดเจน ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างทันท่วงที บางรายได้รับข้อความหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้วถึง 10 ชั่วโมง เนื่องจากสายพานการทำงานที่ซับซ้อนของระบบราชการ
ความสูญเสียครั้งใหญ่ทำให้เกิดแรงกดดันจากสังคม ส่งผลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเดินหน้าทดสอบระบบ Cell Broadcast ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการในเดือนพ.ค. 2568 เพื่อยกระดับการเตือนภัยให้ส่งถึงมือถือทุกเครื่องในพื้นที่เสี่ยงได้พร้อมกันในระดับวินาที
.
ในมิติของวิศวกรรม เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้เกิดการตื่นตัวครั้งใหญ่ โดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้ให้มุมมองผ่านบทสัมภาษณ์กับ SPRiNG ถึงความคืบหน้าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ต้องมาประเมินความสามารถของอาคารในกรุงเทพมหานครอีกครั้ง ว่าจะต้านทานแผ่นดินไหวในรอบหน้าได้หรือไม่
ปัจจุบัน กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาทบทวนกฎกระทรวงเรื่องการออกแบบอาคารรับแผ่นดินไหว โดยนำข้อมูลการตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหวจากเหตุการณ์จริงมาพิจารณา ซึ่งคาดว่ากฎหมายที่มีการปรับปรุงนี้น่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 ปี นอกจากนี้ยังต้องมีมาตรการในการสำรวจและประเมินอาคารเก่าที่ก่อสร้างไปแล้วว่าจำเป็นต้องมีการเสริมกำลังให้แข็งแรงขึ้นหรือไม่
นอกจากข้อกฎหมายแล้ว ยังมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี โดย ศ.ดร.อมร ระบุว่าทางสมาคมฯ ได้พัฒนาระบบเซ็นเซอร์ที่เรียกว่า Earthquake Monitoring Sensor ขึ้นมา เพื่อใช้ตรวจจับการสั่นไหวของอาคาร
ขณะนี้ได้นำร่องติดตั้งระบบดังกล่าวให้กับโรงพยาบาล 25 ชั้นแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนในจังหวัดเชียงรายแล้ว เซ็นเซอร์นี้ไม่ได้เตือนให้หนีก่อนเกิดแผ่นดินไหว แต่จะบอกให้รู้ว่าการสั่นไหวในอาคารรุนแรงขนาดไหน หากรุนแรงเกินระดับที่ปลอดภัยจะมีไฟสีแดงกะพริบแจ้งเตือนให้อพยพ ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนกของประชาชนในกรณีที่โครงสร้างไม่ได้เสียหายรุนแรง
บทเรียนสำคัญอีกประการคือเรื่องของคุณสมบัติวิศวกร ศ.ดร.อมร เสนอแนวคิดว่า ต่อจากนี้วิศวกรที่จะมาออกแบบอาคารสูงรับแผ่นดินไหว นอกเหนือจากใบอนุญาตปกติแล้ว ควรจะต้องมีใบรับรองความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน (Certificate) เพิ่มเติม คล้ายกับแพทย์เฉพาะทาง
ท้ายที่สุด ในประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับพื้นที่ตึก สตง. เดิมที่พังทลายลงมา ศ.ดร.อมร ชี้แจงในทางวิศวกรรมว่า ความจริงแล้วฐานรากของอาคารไม่ได้พัง แต่ความเสียหายเกิดจากความบกพร่องทางวิศวกรรมของโครงสร้างด้านบน ดังนั้น พื้นที่ตรงนั้นยังสามารถนำมาก่อสร้างอาคารใหม่ได้ หากดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง