svasdssvasds

ตะวันออกกลางตึงเครียดกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมัน ทำไทยเสี่ยง

ตะวันออกกลางตึงเครียดกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมัน ทำไทยเสี่ยง

สถานการณ์ความตึงเครียดในเส้นทางขนส่งน้ำมันโลกยังคงดำเนินต่อไป เพราะมีแนวโนมปิดช่องแคบฮอร์มุชต่อเนื่อง ทำไทยเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันจนอาจต้องกำหนดเวลาปิดปั๊ม

SHORT CUT

  • สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซและบับ เอล มันเดบ
  • ประเทศไทยประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงด้านพลังงานอยู่ในระดับ 2.2 ซึ่งหมายถึงปัญหาขาดแคลนน้ำมันอาจไม่คลี่คลายภายใน 1 เดือน
  • กระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการรับมือแล้ว เช่น เพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น เร่งกำลังการผลิตของโรงกลั่น และจำกัดการส่งออกน้ำมัน

สถานการณ์ความตึงเครียดในเส้นทางขนส่งน้ำมันโลกยังคงดำเนินต่อไป เพราะมีแนวโนมปิดช่องแคบฮอร์มุชต่อเนื่อง ทำไทยเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันจนอาจต้องกำหนดเวลาปิดปั๊ม

น.ส.ณัฎฐา มหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง หรือ สงครามอิหร่าน ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากผลกระทบการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะมีการปล่อยผ่านบางประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงใหม่จากช่องแคบบับ เอล มันเดบ ในบริเวณทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันของภูมิภาค ส่งผลให้กระทรวงพลังงานต้องเตรียมแผนรองรับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

กระทรวงพลังงานได้วิเคราะห์ฉากทัศน์การจัดหาน้ำมันไว้ 3 ระดับ ได้แก่

ระดับที่ 1 เริ่มมีผลกระทบ มีความเสี่ยงแต่ยังไม่รุนแรง เช่น การเดินเรือชะลอตัวหรือมีปริมาณลดลง

ระดับที่ 2 หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่องเกิน 1 เดือน แต่ยังสามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้ และโรงกลั่นสามารถปรับการผลิตรองรับความต้องการได้

ระดับที่ 3 กรณีไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้ และช่องแคบทั้ง 2 แห่งปิดทั้งหมด ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันสูงเกินกำลังการผลิตของโรงกลั่น

“ปัจจุบันสถานการณ์ของไทยอยู่ในระดับที่ 2 หรือระดับ 2.2 ซึ่งหมายถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำมันยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายภายใน 1 เดือน โดยสถานการณ์สามารถปรับลดลงสู่ระดับ 1 ได้ หากคู่ขัดแย้งสามารถเจรจากันได้ หรืออาจยกระดับสู่ระดับ 3 หากความรุนแรงเพิ่มขึ้น”

ที่ผ่านมาได้มีการนำมาตรการในระดับที่ 1 และ 2 มาดำเนินการแล้วบางส่วน เช่น

  • เร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม 
  • ปรับเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง เดินเครื่องที่ระดับ 109 – 110% ซึ่งใช้กำลังเกินจากที่โรงกลั่นควรจะใช้อยู่
  • ผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศให้น้อยลง 
  • จำกัดการส่งออกน้ำมันให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นในด้านการใช้ภายในประเทศ

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู โฆษกกระทรวงพลังงาน เผยว่า ระดับความเสี่ยงด้านพลังงานที่ 2.2 หมายถึงเริ่มมีความยากลำบากในการจัดหา โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือบริเวณทะเลแดง ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันปริมาณมหาศาล

ส่วนระดับที่ 3 ขั้นวิกฤตสูงสุด ไม่มีของในตลาด หรือ แหล่งจัดหาหายไปอย่างมีนัยสำคัญ หากเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก กระทรวงพลังงานจะพิจารณาใช้มาตรการควบคุมการใช้พลังงานในประเทศ การปันส่วนน้ำมัน กำหนดลำดับความสำคัญของผู้ที่จะได้รับน้ำมันก่อน เช่น รถพยาบาล รถตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควบคุมเวลาเปิด-ปิด 

อาจมีการกำหนดเวลาการให้บริการของสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) รวมถึงเวลาเปิด-ปิดของห้างสรรพสินค้า การประหยัดพลังงานในภาคครัวเรือนและธุรกิจ เช่น มาตรการปิดไฟ หรือการจำกัดการใช้พลังงานเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่

สำหรับมาตรการเลียนแบบต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ เรื่องการใช้รถเพียง 5 วันต่อสัปดาห์แบบเกาหลีใต้ มีความเป็นไปได้ ทุกมาตรการถูกเตรียมพร้อมไว้สำหรับสถานการณ์ที่แย่ที่สุด (Worst-case scenario) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะนำมาใช้จริงหรือไม่ ต้องดูระดับความรุนแรงของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศประกอบกัน

related