
SHORT CUT
วันที่อเมริกาเกือบมีกษัตริย์ เมื่อผู้นำคนแรก 'จอร์จ วอชิงตัน' ปฏิเสธมงกุฎและเลือกวางรากฐานสาธารณรัฐแทนราชบัลลังก์
เมื่อเอ่ยถึงโครงสร้างอำนาจของสหรัฐอเมริกา ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคือการเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐที่ แตกต่างจาก มหาอำนาจในยุโรปหรือเอเชียที่มีรากฐานผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์มายาวนาน สหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดที่ปฏิเสธสิทธิขาดของกษัตริย์อย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันแรกที่ประกาศอิสรภาพ
แต่แม้ประเทศนี้จะเริ่มต้นด้วยการไม่เอากษัตริย์ ประวัติศาสตร์ช่วงแรกของสหรัฐฯ ก็เคยเฉียดใกล้ภาพนั้นอยู่ไม่น้อย เพราะมีเรื่องเล่าจากคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์อเมริกาพูดถึงกันบ่อยๆ ว่า ในช่วงปลายสงครามปฏิวัติอเมริกา จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เคยถูกนายทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งเสนอให้ขึ้นเป็น 'กษัตริย์' ของประเทศใหม่ เพราะพวกเขาไม่พอใจกับสภาคองเกรสที่ไร้ประสิทธิภาพ และนักประวัติศาสตร์ก็ยังมีจดหมายตอบปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวของวอชิงตันเป็นหลักฐานยืนยันเรื่องนี้ด้วย
ย้อนกลับไปในปี 1789 ซึ่งเป็นปีที่จอร์จ วอชิงตัน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ เขารู้ดีว่าความคาดหวังและแรงกดดันนั้นสูงมาก เพราะชาวอเมริกันกำลังจับตาทุกการกระทำของเขาอย่างใกล้ชิด ด้วยความกังวลว่า สาธารณรัฐที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่นี้อาจค่อยๆ เปลี่ยนกลายเป็นระบอบกษัตริย์ และวอชิงตันอาจกลายเป็นผู้สวมมงกุฎเสียเอง
เขาไม่ได้มีหน้าที่แค่ต้องแต่งตั้งคนเข้าไปนั่งในตำแหน่งว่างนับร้อยตำแหน่งของรัฐบาลใหม่ และหาเงินมาสนับสนุนการทำงานของรัฐเท่านั้น แต่ยังต้องปวดหัวกับรายละเอียดจุกจิกอีกมากมายที่มาพร้อมตำแหน่งใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นควรแต่งตัวอย่างไร ควรต้อนรับแขกแบบไหน หรือจะวางขอบเขตที่จำเป็นของตำแหน่งผู้นำคนใหม่นี้อย่างไรดี
แม้แต่วุฒิสภาเอง ภายใต้การนำของรองประธานาธิบดี จอห์น อดัมส์ (John Adams) ก็ยังสับสนในตอนแรกว่าจะเรียกตำแหน่งผู้นำคนใหม่นี้ว่าอะไรดี ระหว่างที่พวกเขาถกเถียงกันเรื่องคำเรียกที่เหมาะสมสำหรับประธานาธิบดีคนแรก อดัมส์ก็เคยเสนอชื่อเรียกหลายแบบ เช่น 'ฝ่าบาทผู้ได้รับเลือกตั้ง' 'ผู้ทรงอำนาจยิ่ง' หรือแม้แต่ 'สมเด็จผู้สูงศักดิ์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และผู้พิทักษ์เสรีภาพของประชาชน'
ยิ่งไปกว่านั้น หากย้อนไปอีกในปี 1782 ยังมีการประชุมลับของเหล่านายทหารเพื่อสนับสนุนให้เขาเป็นกษัตริย์แห่งอเมริกา นำโดย พันเอกลูอิส นิโคลา (Lewis Nicola) เป็นผู้เขียนจดหมายถึงวอชิงตันและเสนอแนะว่า หากประเทศชาติที่เพิ่งก่อตั้งใหม่นี้จะอยู่รอดได้ นายพลจะต้องรับบทบาทเป็นกษัตริย์!
อย่างไรก็ตามจอร์จ วอชิงตัน ได้เขียนจดหมายตอบกลับถึงนิโคลาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1782 ซึ่งอธิบายจุดยืนของเขาชัดเจนดังนี้
ผมอ่านข้อเสนอที่ท่านส่งมาอย่างตั้งใจแล้ว และต้องบอกตามตรงว่าผมทั้งตกใจและประหลาดใจอย่างมาก ขอให้ท่านมั่นใจว่า ตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา ไม่มีเหตุการณ์ใดทำให้ผมเจ็บปวดใจได้มากไปกว่าการได้รับรู้ว่า มีความคิดแบบที่ท่านพูดถึงนี้อยู่ในกองทัพ และผมมองความคิดเช่นนี้ด้วยความรังเกียจอย่างยิ่ง พร้อมทั้งขอตำหนิมันอย่างหนัก
ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า การกระทำส่วนใดของผมถึงอาจทำให้ท่านเห็นว่า ผมจะสนับสนุนข้อเสนอเช่นนี้ได้ ทั้งที่สำหรับผมแล้ว มันคือแนวคิดที่อาจนำหายนะครั้งใหญ่ที่สุดมาสู่ประเทศของเรา
เพราะฉะนั้น ผมขอวิงวอนท่านว่า หากท่านยังรักประเทศนี้ ห่วงใยตัวเองและคนรุ่นหลัง หรือยังมีความเคารพต่อผมอยู่ ก็ขอให้เลิกคิดเรื่องนี้เสีย และอย่านำความคิดในลักษณะเช่นนี้ไปพูดหรือเผยแพร่อีก ไม่ว่าจะในนามของตัวท่านเองหรือของใครก็ตาม
คือถ้อยคำปฏิเสธอย่างชัดเจนของจอร์จ วอชิงตัน ต่อแนวคิดการยกตนขึ้นเป็นกษัตริย์ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังแสดงท่าทีคัดค้านอย่างหนัก และมองว่าแนวคิดเช่นนี้เป็นสิ่งอันตรายต่อประเทศอย่างยิ่ง
ทำให้ในปี 1789 ด้วยความระมัดระวังในการวางตัว วอชิงตันจึงยอมรับคำเรียกที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และไม่โอ่อ่าแบบที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดไว้ นั่นคือ ให้เรียกตนว่า “ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา” ซึ่งกลายเป็นคำเรียกผู้นำสหรัฐฯ ทุกคนนับแต่นั้นเป็นต้นมา
วอชิงตันถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1799 และด้วยคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อชาติ เขาจึงได้รับ “เหรียญทองแห่งรัฐสภาคองเกรส” (Congressional Gold Medal) เป็นบุคคลแรกของสหรัฐฯ
ที่มา : mountvernon / smithscastle
ข่าวที่เกี่ยวข้อง