
SHORT CUT
ทรัมป์ ชี้ สงครามใกล้จะยุติแล้ว และสหรัฐฯ จะโจมตีอย่างหนัก ขณะที่ผู้นำอิหร่านถาม ประโยชน์ของสงครามตกที่ใคร
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ปราศัยถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
ทรัมป์ได้กล่าวถึงสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน ยืนยันคำเดิมว่าเป้าหมายทางทหารเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ นับว่าใกล้บรรลุผล และสงครามครั้งนี้ 'ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว' โดยคาดว่าอาจจะดำเนินต่อไปอีกสองถึงสามสัปดาห์เท่านั้น โดยเป้าหมายหลักที่เหลือคือการทำลายโครงการขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
เขายังอ้างว่าปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งมีชื่อว่า 'ปฏิบัติการอีปิก ฟิวรี' นั้น ได้นำมาซึ่งชัยชนะที่รวดเร็ว เด็ดขาด อย่างที่แทบไม่เคยมีใครทำให้เห็นได้มาก่อน
ทรัมป์ประกาศด้วยว่า นับตั้งแต่สัปดาห์หน้า สหรัฐฯ จะเริ่มยกระดับการโจมตีต่ออิหร่านอย่างหนักหน่วง โดยจะทิ้งระเบิดใส่โรงไฟฟ้าทั้งหมด รวมถึงแหล่งน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อประชากรพลเรือนในกรุงเตหะรานและอนาคตของประเทศ
โดยก่อนหน้านี้ยังได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า จะโจมตีให้อิหร่านต้อง 'กลับไปสู่ยุคหิน' อีกครั้ง
ทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้ ลดความสำคัญของการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญของโลก ต้นตอการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานและราคาที่พุ่งสูงขึ้น โดยระบุว่า "สหรัฐอเมริกาแทบไม่ได้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเลย และจะไม่นำเข้าในอนาคตด้วย"
เขาอ้างว่า สหรัฐฯ เป็นผู้นำของโลกในการผลิตน้ำมันและก๊าซ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอุปทานที่เกิดจากสงคราม ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ชาวอเมริกันหลายคนอาจยอมรับได้ยาก เนื่องจากพวกเขากำลังเผชิญกับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเกิน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022
คำปราศัยของทรัมป์ที่ยืนยันว่าสงครามจะจบ ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความสบายใจให้กับทั่วโลกอย่างที่คิด ทั้งยังส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลง และราคาน้ำมันทั้งในตลาดโลกและสหรัฐฯ ต่างพุ่งสูงขึ้นในทันที เนื่องจากความกังวลที่สหรัฐฯ จะโจมตีอย่างหนักหน่วงขึ้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งแน่นอนว่ามีเป้าหมายเป็นโครงสร้างด้านพลังงานที่สำคัญ
ขณะที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ก็ส่งจดหมายเปิดผนึกที่ส่งถึงสาธารณชนชาวอเมริกันและเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ PressTV ของรัฐบาลอิหร่านเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
โดยผู้นำอิหร่านเรียกร้องให้ประชาชนในสหรัฐอเมริกา มองข้ามกระแสการบิดเบือนและเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อถามตัวเองว่า ผลประโยชน์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านนั้น ตกเป็นของใครกันแน่
โดยระบุว่า การสังหารหมู่เด็กผู้บริสุทธิ์ การทำลายโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง หรือการโอ้อวดเกี่ยวกับการทิ้งระเบิดประเทศหนึ่งให้ ‘กลับไปสู่ยุคหิน’ มีประโยชน์อะไรนอกจากการทำลายชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลกให้เสียหายยิ่งขึ้น
ขณะที่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงโรงงานพลังงานและโรงงานอุตสาหกรรม ยังถือเป็นการโจมตีประชาชนชาวอิหร่านโดยตรง นอกจากจะเป็นอาชญากรรมสงครามแล้ว ยังส่งผลกระทบที่กว้างไกลเกินกว่าพรมแดนของอิหร่าน พร้อมเน้นย้ำด้วยว่าที่ผ่านมา อิหร่านไม่เคยเป็นศัตรูต่อประเทศอื่นหรือประชาชนชาวอเมริกัน