
SHORT CUT
การบินเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำมันแพงจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้บางสายการบินต้องตัดสินใจยกเลิกบางเที่ยวบิน และขึ้นราคาค่าโดยสาร
เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ในปี 2026 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ต้องเผชิญกับความท้าทายเพื่อความอยู่รอด เมื่อราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้นจากระดับ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะระดับ 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินซึ่งมีค่าน้ำมันเป็นสัดส่วนถึง 25% พุ่งสูงขึ้นจนแบกรับไม่ไหว
และเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หลายสายการบินตัดสินใจส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังผู้โดยสารผ่านการปรับขึ้นราคาตั๋วและค่าธรรมเนียมน้ำมัน โดยสายการบินในไทยและการบินในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบได้แก่
โดยล่าสุดสายการบิน AirAsia X ออกประกาศเมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมาว่าจะขึ้นราคาตั๋วโดยสารสูงสุดถึง 40% และลดเส้นทางบินบางส่วนเพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่ง Tony Fernandes ผู้ก่อตั้งกล่าวว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับสายการบินระดับโลก และในภูมิภาคอื่นที่มีการปรับราคาขึ้น ได้แก่
ไม่ใช่แค่การขึ้นราคาอย่างเดียว แต่อีกหลายสายการบินก็จำเป็นต้องลดจำนวนเที่ยวบิน เพื่อประหยัดต้นทุนและรับมือกับการขาดแคลนน้ำมัน ตัวอย่างเช่น SAS (Scandinavian Airlines) ประกาศยกเลิกเที่ยวบินอย่างน้อย 1,000 เที่ยวบิน ในเดือนเมษายน และยอมรับว่าแม้จะขึ้นราคาแล้วแต่ต้นทุนที่สูงเกินไปยังคงสร้างความเสียหายอย่างมาก
หรือ Korean Air ประกาศเข้าสู่โหมดบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา โดยเน้นการปรับโครงสร้างเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของบริษัทในระยะยาว ไม่ใช่แค่การลดต้นทุนเพียงชั่วคราว
แม้ว่าจะมีหลายสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันแพง ทำให้จำเป็นต้องขึ้นราคาตั๋วหรือยกเลิกเที่ยวบิน แต่ก็ยังมีบางสายการบินที่สามารถพยุงราคาเอาไว้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะได้ทำการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันล่วงหน้าไว้ เช่น IAG (เจ้าของ British Airways) ที่ระบุว่ายังไม่มีการขึ้นราคาในทันทีเพราะล็อกราคาน้ำมันไว้แล้ว หรือ Lufthansa & Ryanair ที่ยังคงใช้ประโยชน์จากน้ำมันราคาเดิมที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้า
นอกจากนี้ยังมีสายการบิน Norwegian ที่ใช้โอกาสนี้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษอีก 120 เที่ยวบิน เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ตกค้างจากการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินคู่แข่งอีกด้วย
ทางด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่านี้คือความท้าทายด้านความอยู่รอดของสายการบิน เพราะในขณะที่ต้องการเพิ่มราคาเพื่อชดเชยต้นทุน แต่ก็อาจส่งผลให้ความต้องการเดินทางลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าราคาน้ำมันยังคงยืนระยะที่ระดับสูงเกินไปจนถึงปี 2027 ตามที่คาดการณ์ อุตสาหกรรมการบินอาจต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างราคาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
อ้างอิงข้อมูล : Thaiger, Modern Diplomacy และ Euronews