svasdssvasds

สายการบินทั่วโลกขึ้นราคา - ยกเลิกเที่ยวบิน จากวิกฤตพลังงาน

สายการบินทั่วโลกขึ้นราคา - ยกเลิกเที่ยวบิน จากวิกฤตพลังงาน

การบินเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำมันแพงจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้บางสายการบินต้องตัดสินใจยกเลิกบางเที่ยวบิน และขึ้นราคาค่าโดยสาร

SHORT CUT

  • วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สายการบินทั่วโลกต้องปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุน
  • สายการบินหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ เช่น การบินไทย, Cathay Pacific และ AirAsia X ประกาศขึ้นราคาตั๋วและค่าธรรมเนียมน้ำมันตั้งแต่ 10% ถึง 40%
  • นอกจากการขึ้นราคา บางสายการบินจำเป็นต้องลดจำนวนและยกเลิกเที่ยวบินเพื่อประหยัดต้นทุน เช่น SAS ที่ประกาศ

การบินเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำมันแพงจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้บางสายการบินต้องตัดสินใจยกเลิกบางเที่ยวบิน และขึ้นราคาค่าโดยสาร

เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ในปี 2026 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ต้องเผชิญกับความท้าทายเพื่อความอยู่รอด เมื่อราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้นจากระดับ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะระดับ 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินซึ่งมีค่าน้ำมันเป็นสัดส่วนถึง 25% พุ่งสูงขึ้นจนแบกรับไม่ไหว

และเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หลายสายการบินตัดสินใจส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังผู้โดยสารผ่านการปรับขึ้นราคาตั๋วและค่าธรรมเนียมน้ำมัน โดยสายการบินในไทยและการบินในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบได้แก่

  • การบินไทย (Thai Airways) ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารประมาณ 10% - 15%
  • Cathay Pacific ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญถึง 34% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน และจะทบทวนราคาทุกๆ 2 สัปดาห์
  • VietJet & Cebu Air ปรับตารางบินและเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ราคา

โดยล่าสุดสายการบิน AirAsia X ออกประกาศเมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมาว่าจะขึ้นราคาตั๋วโดยสารสูงสุดถึง 40% และลดเส้นทางบินบางส่วนเพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่ง Tony Fernandes ผู้ก่อตั้งกล่าวว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา: Reuters

สำหรับสายการบินระดับโลก และในภูมิภาคอื่นที่มีการปรับราคาขึ้น ได้แก่

  • Air France-KLM ปรับขึ้นราคาตั๋วเส้นทางระยะไกลอีก 50 ยูโร (ประมาณ 57 ดอลลาร์)
  • Air New Zealand เพิ่มราคาตั๋วชั้นประหยัดเที่ยวเดียว โดยเส้นทางในประเทศเพิ่มประมาณ 5.70 ดอลลาร์, เส้นทางระยะสั้นเพิ่ม 11.40 ดอลลาร์ และเส้นทางระยะไกลเพิ่มถึง 51.29 ดอลลาร์
  • Pakistan International Airlines ปรับขึ้นค่าโดยสารในประเทศ 20 ดอลลาร์ และต่างประเทศสูงสุด 100 ดอลลาร์

ไม่ใช่แค่การขึ้นราคาอย่างเดียว แต่อีกหลายสายการบินก็จำเป็นต้องลดจำนวนเที่ยวบิน เพื่อประหยัดต้นทุนและรับมือกับการขาดแคลนน้ำมัน ตัวอย่างเช่น SAS (Scandinavian Airlines) ประกาศยกเลิกเที่ยวบินอย่างน้อย 1,000 เที่ยวบิน ในเดือนเมษายน และยอมรับว่าแม้จะขึ้นราคาแล้วแต่ต้นทุนที่สูงเกินไปยังคงสร้างความเสียหายอย่างมาก

หรือ Korean Air ประกาศเข้าสู่โหมดบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา โดยเน้นการปรับโครงสร้างเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของบริษัทในระยะยาว ไม่ใช่แค่การลดต้นทุนเพียงชั่วคราว

แม้ว่าจะมีหลายสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันแพง ทำให้จำเป็นต้องขึ้นราคาตั๋วหรือยกเลิกเที่ยวบิน แต่ก็ยังมีบางสายการบินที่สามารถพยุงราคาเอาไว้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะได้ทำการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันล่วงหน้าไว้ เช่น IAG (เจ้าของ British Airways) ที่ระบุว่ายังไม่มีการขึ้นราคาในทันทีเพราะล็อกราคาน้ำมันไว้แล้ว หรือ Lufthansa & Ryanair ที่ยังคงใช้ประโยชน์จากน้ำมันราคาเดิมที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ยังมีสายการบิน Norwegian ที่ใช้โอกาสนี้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษอีก 120 เที่ยวบิน เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ตกค้างจากการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินคู่แข่งอีกด้วย

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่านี้คือความท้าทายด้านความอยู่รอดของสายการบิน เพราะในขณะที่ต้องการเพิ่มราคาเพื่อชดเชยต้นทุน แต่ก็อาจส่งผลให้ความต้องการเดินทางลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าราคาน้ำมันยังคงยืนระยะที่ระดับสูงเกินไปจนถึงปี 2027 ตามที่คาดการณ์ อุตสาหกรรมการบินอาจต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างราคาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

อ้างอิงข้อมูล :  Thaiger, Modern Diplomacy และ Euronews

related