
SHORT CUT
จากปรัชญา คำสัญญา...ทำไมการแถลงนโยบายรัฐบาล ในยุคต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ...รวมถึงราคาที่ต้องจ่ายเมื่อผิดคำพูด
วันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของรัฐบาลอนุทิน 2 เพราะเป็นวันเริ่มต้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภา , หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดที่สุด คำแถลงนโยบาย ก็เปรียบเสมือนกับการ 'ให้คำมั่นสัญญา' ว่าจะทำ จะสร้างผลงาน ตลอดช่วงเวลาที่บริหารประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากเราลองมาเจาะลึกถึงความหมายที่แท้จริงของ 'คำมั่นสัญญา' ที่จริงแล้ว มันมีอะไรแฝงเร้น อยู่มากกมาย SPRiNG ขอพาไปสำรวจปรัชญาเบื้องหลังคำมั่นสัญญา สู่ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาลในวันนี้ รวมถึงวาทะของผู้นำโลกที่เตือนสติว่าทำไมเราถึงห้ามผิดคำพูด...
ในทางปรัชญา "คำมั่นสัญญา" (Promise) ไม่ใช่เพียงกลุ่มคำที่เปล่งออกมาเพื่อสร้างความหวังหรือทำให้บรรยากาศดีขึ้น แต่ถือเป็น "วจีกรรม" (Speech Act) ที่ทรงพลัง ทันทีที่เราเอ่ยปากสัญญา เรากำลังสร้างพันธะผูกพันและความจริงชุดใหม่ขึ้นมาในสังคม
อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาคนสำคัญ ( ปี1724 – 1804) มองว่า การรักษาสัญญาคือ "กฎศีลธรรมสากล" เพราะหากทุกคนบนโลกคิดจะตระบัดสัตย์ ผิดคำพูดขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ ประเด็นเรื่องความไว้วางใจจะล่มสลายทันที
คำสัญญาจึงเป็นเสมือน 'สะพาน' ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเจตจำนงในปัจจุบันเข้ากับอนาคตที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เป็นกาวใจที่ทำให้สังคมสามารถทำงานร่วมกันและดำรงอยู่ได้อย่างสงบสุข ถ้าทำตามคำพูดได้
เมื่อนำแว่นตาทางปรัชญา มามองในประเด็น "การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา" ของรัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะในอดีตถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะอยู่ใต้การนำของนายกฯ คนใดก็ตาม มันจึงเป็นเหมือนกับการเพิ่ม ความสำคัญมากกว่าแค่พิธีกรรมทางกฎหมายก่อนเริ่มงานของคณะรัฐมนตรี แต่มันคือ 'สัญญาประชาคม' ที่ฝ่ายบริหารให้ไว้กับตัวแทนประชาชนที่เลือกเข้ามา
การที่ผู้นำรัฐบาลต้องยืนอ่านเอกสารแถลงนโยบายอย่างรัดกุมทุกตัวอักษร ไม่ใช่อาการของการขาดศิลปะในการพูด แต่อย่างใด แต่นั่นคือการบันทึกพันธสัญญานี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนทางความหมาย เอกสารฉบับนี้จะถูกแปรสภาพเป็นกรอบการทำงาน
และในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นอาวุธสำหรับสมาชิกรัฐสภา (สส. ฝ่ายค้าน) ในการตรวจสอบ ประเมินผล และสอดส่องการทำงานของรัฐบาล หากมีนโยบายใดถูกละเลย ทอดทิ้ง หรือทำไม่สำเร็จ
สัญญาฉบับนี้จะกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการตั้งกระทู้ถามหรือนำไปสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคต
แน่นอนว่า การรักษาสัญญา รักษาคำพูดเป็นเรื่องสำคัญ , คุณค่าของการรักษาคำพูดไม่เคยจำกัดอยู่แค่ในระดับปัจเจกบุคคล ผู้นำระดับโลก ที่มีชื่อเสียงต่างตระหนักถึงน้ำหนักของคำสัญญาเป็นอย่างดี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่าง จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) เคยกล่าววาทะที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของการให้ความสำคัญในเรื่องนี้ไว้ว่า:
"I would rather be accused of breaking precedents than breaking promises"
(ผมยอมถูกกล่าวหาว่าผิดธรรมเนียม ดีกว่าถูกหาว่าผิดคำพูด)
คำกล่าวคำนี้ นี้ยืนยันว่า สำหรับคนเป็นผู้นำ "ความน่าเชื่อถือ" คือต้นทุนเดียวที่มีค่าที่สุด การละเมิดจารีตประเพณีอาจก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ แต่การละเมิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนจะนำมาซึ่งวิกฤตศรัทธา
และเมื่อใดที่ผู้นำสูญเสียความไว้วางใจ ความชอบธรรมและบารมีในการบริหารประเทศก็จะสูญสิ้นตามไปด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกที่เต็มไปด้วย ‘คนไม่รักษาคำพูด’ เรายังต้องยึดมั่นในสิ่งที่ให้สัญญากันอยู่ไหม ? และอะไรคือราคาที่ต้องจ่ายเมื่อเราทำไม่ได้อย่างที่รับปาก และรัฐบาลนี้จะทำตามที่แถลงนโยบายไว้ได้มากน้อยแค่ไหน
ที่มา : plato.stanford upjourney iep.utm.edu
ข่าวที่เกี่ยวข้อง