svasdssvasds

งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

งานวิจัยจากภาพถ่ายดาวเทียมเผย โลกยามค่ำคืนสว่างขึ้นสุทธิ 16% ในรอบ 8 ปี จากแสงไฟและกิจกรรมของมนุษย์ แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเร็วที่สุด

SHORT CUT

  • โลกยามค่ำคืนสว่างขึ้นชัดเจนจากแสงไฟของมนุษย์ งานวิจัยจากภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า ระหว่างปี 2014–2022 ความสว่างในเวลากลางคืนทั่วโลกเพิ่มขึ้นสุทธิราว 16% สะท้อนการขยายตัวของเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น
  • แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่สว่างขึ้นเร็วที่สุด นักวิจัยชี้ว่า พื้นที่เหล่านี้สว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เกิดจากเมืองโตอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนว่าผู้คนเข้าถึงไฟฟ้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่ง
  • ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะสว่างขึ้น เพราะบางแห่งมืดลงจากสงคราม วิกฤต และนโยบายประหยัดพลังงาน หลายประเทศเผชิญแสงสว่างลดลงจากความขัดแย้งหรือระบบไฟฟ้าล่ม ขณะที่ยุโรปลดแสงลงอย่างตั้งใจผ่านการใช้ LED และมาตรการลดการใช้พลังงานกับมลภาวะทางแสง

งานวิจัยจากภาพถ่ายดาวเทียมเผย โลกยามค่ำคืนสว่างขึ้นสุทธิ 16% ในรอบ 8 ปี จากแสงไฟและกิจกรรมของมนุษย์ แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเร็วที่สุด

ผลการวิจัยจากภาพถ่ายดาวเทียม พบว่า แสงไฟจากกิจกรรมมนุษย์ทำให้โลกสว่างขึ้นในเวลากลางคืนทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้นสุทธิราว 16% ระหว่างปี 2014 - 2022 โดยแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สว่างขึ้นอย่างรวดเร็วจากการขยายตัวของเมืองและการเข้าถึงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

การสังเกตการณ์รายวันจากดาวเทียมรายวัน แสดงให้เห็นว่า แสงสว่างในเวลากลางคืนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อ เนื่องจากแสงประดิษฐ์  และแตกต่างกันออกไปอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละภูมิภาค โดยพบว่าความสว่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ยุโรปมีแนวโน้มลดการใช้แสงไฟลงจากความกังวลด้านการประหยัดพลังงานและมลภาวะทางแสง

งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

นักวิจัย พบว่า ปริมาณแสงสว่างในเวลากลางคืนทั่วโลกเพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 16% ตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2022 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แต่เป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงความสว่างในแต่ละภูมิภาคที่ขึ้นลง โดยได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย

ในปี 2022 สหรัฐอเมริกามีระดับความสว่างรวมมากที่สุดในโลก รองลงมาคือ จีน อินเดีย แคนาดา และบราซิล

การเพิ่มขึ้นของแสงในหลายพื้นที่มีสาเหตุหลักจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงไฟฟ้าในพื้นที่ชนบทที่เพิ่มขึ้น

อยางไรก็ตาม ในทางกลับกัน การลดลงของแสงในเวลากลางคืนมีสาเหตุที่แตกต่างกัน 2 ลักษณะ  ได้แก่ การลดระดับความสว่างอย่างฉับพลัน มักเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความล้มเหลวของระบบไฟฟ้า และความขัดแย้งทางอาวุธ ส่วนการลดระดับความสว่างอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้นมักเกิดขึ้นโดยเจตนา เช่น จากกฎระเบียบของรัฐบาล การเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED ที่ประหยัดพลังงาน และความพยายามในการลดมลภาวะทางแสง

งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

“เจ้อ จู” (Zhe Zhu) ศาสตราจารย์ด้านการสำรวจระยะไกลและผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการสำรวจสิ่งแวดล้อมระยะไกลของมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัตของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนมักมีมุมมองแบบง่าย ๆ ว่าโลกในยามค่ำคืนสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ แต่ผลการศึกษา พบว่า ภูมิทัศน์ยามค่ำคืนของโลกนั้นมีความผันผวนสูงมาก รอยเท้าแสงสว่างในยามวิกาลของโลกกำลังขยายตัว หดตัว และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

งานวิจัยดังกล่าวใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายวัน จากดาวเทียมสังเกตการณ์โลกของรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่า 1 ล้านภาพ ซึ่งประมวลผลโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ “นาซา” (NASA) แตกต่างจากการศึกษาระดับโลกก่อนหน้านี้ที่มักใช้ภาพดาวเทียมแบบรวมรายปีหรือรายเดือน

แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สว่างขึ้นเร็วที่สุด

การเพิ่มขึ้นของแสงสว่างที่ชัดที่สุดพบในบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดย โซมาเลีย บุรุนดี และกัมพูชา ตามมาด้วยประเทศในแอฟริกาหลายประเทศ รวมถึง กานา กินี และรวันดา

“จู” เสริมว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงการขยายตัวของเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายตัวของการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อทั้งภูมิภาคกำลังเปลี่ยนจากพื้นที่ที่มืดมิดเกือบทั้งหมด ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายไฟฟ้าระดับโลก

ความขัดแย้งทำให้หลายประเทศมืดลง

ในทางตรงกันข้าม หลายประเทศ อย่าง เลบานอน ยูเครน เยเมนและอัฟกานิสถาน เผชิญกับการลดลงของแสงสว่างเป็นอย่างมาก อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางอาวุธและการล่มสลายของโครงสร้างพื้นฐาน

แนวโน้มที่คล้ายกันนี้พยในเฮติและเวเนซุเอลา  ซึ่งการลดลงของแสงสว่างมีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อและระบบจัดสรรพลังงานที่ไม่เสถียร

“จู” กล่าวว่า ในกรณีของยูเครน นักวิจัยพบการลดลงของแสงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง สอดคล้องกับการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่รัสเซียเริ่มเปิดฉากรุกรานครั้งใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน 

นอกจากนี้ยังพบเห็นความมืดเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง

งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

ยุโรปลดแสงไฟเพื่อลดพลังงานและมลภาวะทางแสง

ผลการศึกษาพบว่า ระดับความสว่างในเวลากลางคืนของยุโรปลดลงสุทธิ 4% โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม 

การลดลงนี้เกิดจากการเปลี่ยนจากโคมไฟถนนแบบเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น หลอดไฟโซเดียมความดันสูง เป็นระบบไฟ LED แบบใหม่ที่กำหนดทิศทางได้ รวมถึง ข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานระดับชาติที่เข้มงวดและและโครงการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด

“จู” ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในยุโรปน่าสนใจมาก เนื่องจากแสดงให้เห็นรูปแบบการลดความสว่างที่มีโครงสร้างมาก พร้อมเสริมว่า ฝรั่งเศสเป็นผู้นำระดับโลกด้านการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดมิดและมาตรการประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพ

“คริสโตเฟอร์ คีบา” (Christopher Kyba) ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและศาสตราจารย์ด้านการตรวจวัดแสงในเวลากลางคืนจากระยะไกลแห่วมหาวิทยาลัยรูห์ร โบคุม (Ruhr University Bochum) ของเยอรมนี เสริมว่า การลดลงของแสงสว่างในฝรั่งเศสจากการตัดสินใจปิดไฟถนนในช่วงดึกเมื่อไม่มีผู้คนใช้งานถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก พร้อมเสริมว่า น่าสนใจที่จะติดตามว่ามาตรการนี้จะพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไปหรือจะขยายไปยังประเทศอื่น ๆ หรือไม่ในอนาคต

สหรัฐฯ ยังสว่างขึ้น แต่แตกต่างกันออกไปภายในประเทศ 

ในช่วงระยะเวลาของการศึกษานี้ ความสว่างสุทธิของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 6%

“จู” กล่าวว่า ในทางภูมิศาสตร์ สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างย่อส่วนของความซับซ้อนของแสงสว่างทั่วโลก โดยในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ตามแนวชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศสว่างขึ้น สอดคล้องกับการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจเทคโนโลยีที่เฟื่องฟู แต่พื้นที่ตามแนวชายฝั่งทางตะวันออกและเขตมิดเวสต์ส่วนใหญ่กลับมืดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการลดความหนาแน่นของประชากรในย่านศูนย์กลางเมืองเก่า รวมถึง การลดลงของภาคการผลิตบางประเภทและการนำระบบไฟเมืองอัจฉริยะที่ประหยัดพลังงานมาใช้ในเมืองต่าง ๆ เช่น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเมืองชิคาโก

มลภาวะทางแสงกระทบระบบนิเวศ

การให้แสงสว่างขนาดใหญ่เริ่มต้นขึ้นจากโคมไฟก๊าซในเมืองต่าง ๆ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19  ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าในช่วงปลายทศวรรษเดียวกัน และเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมืองและชุมชนต่าง ๆ ที่สว่างไสวในเวลากลางคืน บดบังดวงดาวจำนวนมากที่เคยมองเห็นได้บนท้องฟ้า

“จู” ทิ้งท้ายว่า มลภาวะทางแสงมีผลกระทบทางนิเวศวิทยาอย่างลึกซึ้ง รบกวนระบบนิเวศในเวลากลางคืน การอพยพของสัตว์ และจังหวะชีวภาพของมนุษย์

ที่มา : Reuters 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

 

 

related