svasdssvasds

ทำไมเทศกาลสงกรานต์ ต้องมากับ 'สายย่อ' เพลง Dance - เพลง EDM ทุกหัวถนน ?

ทำไมเทศกาลสงกรานต์ ต้องมากับ 'สายย่อ' เพลง Dance - เพลง EDM  ทุกหัวถนน ?

ทำไมสาดน้ำสงกรานต์ต้องมาคู่กับการเปิดเพลงตื๊ด , เพลง Dance , เพลง EDM ? ย้อนรอยต้นกำเนิดสงกรานต์สายย่อ จากปาร์ตี้ RCA และข้าวสาร สู่เทศกาล EDM ระดับโลกที่เปลี่ยนภาพจำสงกรานต์ไทยไป

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งทะลุจุดเดือดของประเทศไทยในช่วงสงกรานต์  สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับการสาดน้ำอย่างแยกไม่ออกนั่นคือ เพลงเต้น เพลง Dance เพลงโจ๊ะ เพลงสามช่า เพลง EDM หรือเพลงใดๆ ก็ตามอยู่ในโหมด 'เต้นรำ' จังหวะดนตรีที่เร่งเร้า ทะลวงเข้าไปในหัวใจของผู้คนที่รักสนุก หากเราหลับตาลงและนึกภาพเทศกาลสงกรานต์ในยุคปัจจุบัน เสียงที่ลอยเข้ามาในโสตประสาทคงไม่ใช่เพียงเสียงขันน้ำกระทบกัน หรือเสียงกลองยาวแบบขนบประเพณีดั้งเดิมอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ (EDM) จังหวะสามช่าที่ถูกรีมิกซ์ใหม่ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่าดนตรี "สายย่อ"  สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานทางวัฒนธรรม จิตวิทยามวลชน และวิวัฒนาการของพื้นที่สาธารณะที่ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นลานกิจกรรมขนาดยักษ์ คำถามที่น่าสนใจในมุมมองทางสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์วัฒนธรรมป๊อปก็คือ ดนตรีแห่งการเต้นเหล่านี้เข้ามาสวมทับประเพณีอันเก่าแก่ได้อย่างไร และอะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความสนุกแบบดั้งเดิมถูกยกระดับสู่การเป็นปาร์ตี้ระดับสากล

ทำไม สงกรานต์ มากับ 'สายย่อ' เพลง Dance - EDM ? Credit ภาพ AFP
 

จุดเริ่มต้นภาพจำแห่งความสนุก: ข้าวสาร-RCA  

หากจะย้อนมาอธิบายว่า การเล่นสงกรานต์ กับ เพลงเต้น ในไทย เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร  อาจจะไม่มีคำตอบแบบเป๊ะๆ ที่แน่ชัด  แต่ถ้าเราคงต้องหมุนเข็มนาฬิกากลับไปในช่วงทศวรรษ 1990s ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศไทยกำลังเปิดรับอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกอย่างเต็มที่ การเล่นสงกรานต์ ที่ ถนนข้าวสาร และที่ RCA เริ่มจากเมื่อใดนั้น สามารถสืบย้อนไปได้ถึงช่วงปลายยุค 90s ซึ่งเป็นจุดตัดสำคัญ

ในยุค 90s เพลงอย่าง เพลง Broken harted Woman หรือ Just Let Me Cry ต้องเคยได้ฟังกันทุกคนในช่วงสงกรานต์  และเมื่อผ่านวันเวลามา ก็จะมีเพลงดังสำหรับ สงกรานต์ อย่าง "ธาตุทองซาวน์" แบบเมื่อปี 2023 

ทำไม สงกรานต์ มากับ 'สายย่อ' เพลง Dance - EDM ? Credit ภาพ REUTERS

ถนนข้าวสารในยุคนั้นคือศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คเกอร์จากทั่วทุกมุมโลก ชาวต่างชาติเหล่านี้คุ้นเคยกับวัฒนธรรม "Street Party" หรือการเฉลิมฉลองบนท้องถนนที่มีดนตรีเป็นสื่อกลาง เมื่อประเพณีการสาดน้ำของไทยมาปะทะกับจิตวิญญาณรักความสนุกของนักเดินทาง บาร์และร้านอาหารริมถนนข้าวสารจึงเริ่มนำเครื่องเสียงมาเปิดเพลงสากลจังหวะสนุกสนาน ทั้งแนว Pop-Dance, Techno และ House เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เกิดเป็นภาพจำใหม่ของการเล่นน้ำที่ก้าวข้ามกำแพงด้านภาษา

ในขณะเดียวกัน ขยับเข้ามาในใจกลางเมือง ย่าน RCA (Royal City Avenue) ซึ่งเป็นแหล่งรวมคลับและสถานบันเทิงที่ล้ำสมัยที่สุดของวัยรุ่นกรุงเทพฯ ก็ได้สร้างนิยามใหม่ของการเฉลิมฉลอง ร้านค้าและผับชื่อดังในยุคนั้นได้เปลี่ยนพื้นที่ลานจอดรถหน้าร้านให้กลายเป็นฟลอร์เต้นรำ นำเสนอนวัตกรรมความบันเทิงที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในยุคนั้นอย่าง "ปาร์ตี้โฟม" (Foam Party) พร้อมกับการจ้างดีเจมาเปิดแผ่นสแครชเพลง Eurodance และ Trance กันสดๆ การผสมผสานระหว่างสายน้ำ ฟองโฟม ได้สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในเวลานั้น ทำให้ RCA กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ประกาศให้โลกรู้ว่า สงกรานต์ไม่ได้มีแค่การรดน้ำดำหัว แต่คือปาร์ตี้ที่มีเพลงเต้นอยู่เป็นแบ็กกรานด์

จากผับบาร์สู่ท้องถนน:

ความเกี่ยวข้องระหว่าง "เพลงแนวเต้น" กับ "เทศกาลสงกรานต์" ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้าม แต่เป็นวิวัฒนาการที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตามยุคสมัย โดยสามารถไล่เรียงไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นและการเปลี่ยนแปลง

ยุคบุกเบิก: จากผับบาร์สู่ท้องถนน (ช่วงปลายยุค 90s - ต้น 2000s)

จุดเริ่มต้นที่แท้จริงเกิดจากการเติบโตของย่านสถานบันเทิง โดยเฉพาะ RCA (Royal City Avenue) และ ถนนข้าวสาร

ในช่วงนี้ สงกรานต์เริ่มเปลี่ยนจากแค่การเดินสาดน้ำ มาเป็นการที่ร้านอาหารและผับบาร์นำ "ลำโพงออกมาตั้งหน้าร้าน" เพื่อดึงดูดคน

พัฒนาการจากจุดนั้นได้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเทคโนโลยีเครื่องเสียงเข้าถึงง่ายขึ้น วัฒนธรรม "กระบะซิ่ง" ในช่วงยุค 2000s จึงถือกำเนิดขึ้น รถกระบะที่บรรทุกถังน้ำขนาดใหญ่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นเวทีคอนเสิร์ตเคลื่อนที่ เครื่องเสียงชุดใหญ่ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเสียงเบสที่สั่นสะเทือนไปถึงอวัยวะภายใน ได้พาดนตรีแดนซ์ออกจากกระจุกพื้นที่ของคนเมือง กระจายตัวออกสู่ถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศ ดนตรีที่ถูกเลือกเปิดไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพลงสากลอีกต่อไป แต่มีการนำเพลงแนว "สามช่า" หรือ "ลูกทุ่งหมอลำ" มาทำการรีมิกซ์ (Remix) ใส่บีทอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความเร็วในระดับ 128 - 150 BPM (Beats Per Minute) ซึ่งเป็นความเร็วที่ในทางจิตวิทยาพิสูจน์แล้วว่าสามารถกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจและการหลั่งอะดรีนาลีนได้อย่างดีเยี่ยม เกิดเป็นแนวเพลง Subculture ที่เรียกว่า "EDM สามช่า" หรือ "สายย่อ" ที่ตอบโจทย์สัญชาตญาณความโจ๊ะของคนไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อุตสาหกรรมพันล้าน: สู่เทศกาลดนตรีระดับโลก

จากตู้ลำโพงหน้าร้านในยุค 90s ปัจจุบันสงกรานต์ได้ถูกยกระดับเข้าสู่อุตสาหกรรมดนตรีระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2015 เมื่อมีการจัดงาน Music Festival ที่ผสมผสานดนตรีระดับสากลเข้ากับการสาดน้ำอย่างเป็นทางการ งานสเกลยักษ์เหล่านี้ได้เชิญดีเจระดับ Top 100 ของโลกมาเปิดเพลงบนเวทีที่ถูกออกแบบมาพร้อมกับระบบฉีดน้ำแบบ 360 องศา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมหาศาล และทำให้คำว่า "Songkran" ถูกบันทึกในแผนที่ของกลุ่มนักท่องเที่ยวสายปาร์ตี้ทั่วโลก

ในบริบทนี้ ดนตรีจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบประกอบฉาก แต่คือ "หัวใจหลัก" ที่ขับเคลื่อนเทศกาล มันคือภาษาสากลที่ดึงดูดผู้คนนับแสนให้เดินทางข้ามซีกโลกมารวมตัวกัน สร้างคอมมูนิตี้ที่ก้าวข้ามพรมแดนของรัฐชาติ เชื้อชาติ และภาษา 

นี่คือสิ่งที่ บอกว่า วัฒนธรรมไทยไม่เคยหยุดนิ่ง มันสามารถยืดหยุ่น ปรับตัว และดึงเอาสิ่งใหม่เข้ามาหลอมรวมกับสิ่งเก่าได้อย่างแนบเนียนจนกลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ที่ทรงพลัง

เพลงเต้นรำในช่วงสงกรานค์ มันคือเสียงเต้นของหัวใจสังคมที่กำลังมีชีวิต เป็นเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของเมือง และเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพชั่วคราวที่เราทุกคนสามารถก้าวลงไปร่วมเต้นรำได้

คุณล่ะ มีเพลงเต้นในดวงใจ สำหรับ เทศกาล สงกรานต์ แล้วหรือยัง ?  สงกรานต์ปีนี้ มันต้องเป็นเพลงอะไรนะ ? 
 

related