
คำประกาศจากผู้มีอำนาจว่าฟ้องประชาชนไปกว่า 200 คดี หรือการขู่ว่าถ้าวิจารณ์อีกก็จะฟ้องอีก สะท้อนวิกฤต 'ฟ้องคดีปิดปาก' หรือ SLAPP ของประเทศไทย ได้เป็นอย่างดี
จากเหตุการณ์ที่มีรัฐมนตรีชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 กรณีที่ตนถูกอภิปรายพาดพิง จนเป็นเหตุทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อประชาชนไปกว่า 200 คดี มาจนถึงข่าวใหญ่ ที่นักการเมืองภาคตะวันออกฟ้องคดีต่อผู้บริหารและบรรณาธิการ สื่อท้องถิ่นที่ติดตามทำข่าวคดีเรียกรับสินบนการส่งแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ในประเทศฟินแลนด์ ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 พร้อมเรียกค่าเงินหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท
ทำให้ปัญหาเรื่องการ ‘ฟ้องปิดปาก’ หรือ SLAPP ถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง
เส้นแบ่งระหว่างการฟ้องคดีเพื่อ ‘ปกป้องสิทธิ’ หรือใช้เป็นกลยุทธ์ ‘เพื่อปิดปาก’ หากลองทำความเข้าใจ จะเห็นถึงความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากขนาดนั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้เห็นถึงปัญหาของการ ‘ยืมมือ’ กระบวนการยุติธรรม เพื่อทำให้สื่อมวลชน นักการเมือง นักกิจกรรม หรือภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองและชุมชน ที่เรียกโดยรวมว่าเหล่า ‘คนเป่านกหวีด (Whistleblower)’ ผู้ออกมาเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจมิชอบ ไปจนถึงการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ‘เงียบเสียงลง’ จากภาระและเดิมพันทางกฎหมายอันหนักอึ้ง
บทความนี้กำลังจะพูดถึง ‘วิกฤต’ การฟ้องคดีปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในสังคมไทย – จากแอบฟ้องกันเงียบ ๆ มาถึงวันที่กล้าประกาศว่า ฟ้องไปแล้วกี่ร้อยคดี หรือขู่จะฟ้องอีก ถ้าไม่หยุดพูดหรือหยุดตรวจสอบ
การตบปาก (Slap) คนที่พยายามส่งเสียงให้เห็นถึงความผิดปกติในสังคมไทย ทั้งจากฝีมือของผู้มีอำนาจและเหล่านายทุน ทำให้เรื่องราวฉาวโฉ่จำนวนมหาศาลเพียงใดถูกกลบฝังไว้อยู่ใต้ดิน – เป็นสิ่งที่ยากจะประเมิน
SLAPP กำลังพรากอะไรไปจากสังคมไทยบ้าง ? นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัว หรือของอาชีพใดอาชีพหนึ่ง เพราะเหล่าคนที่ถูกฟ้องปิดปากเหล่านั้น ต่างเป็นผู้ที่พยายามออกมาส่งเสียงเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่ประโยชน์ของส่วนตน
1. สถานการณ์ SLAPP ในไทย ทำไมเข้าขั้น ‘น่าเป็นห่วง’
• นิยาม
• ความแตกต่าง คดี SLAPP กับคดีหมิ่นประมาททั่วไป
• จำนวนคดี
แม้การฟ้องคดีแบบใดถึงเข้าข่าย SLAPP จะมีหลากหลายนิยาม แต่โดยทั่วไปมักยึดจาก 3 องค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ 1. มีการฟ้องคดีต่อศาล ไม่ว่าจะฟ้องตรงหรือผ่านพนักงานสอบสวน 2. ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อข่มขู่ ตอบโต้ ให้หยุดการกระทำ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้าน และ 3. ในประเด็นข้อพิพาท ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน หรือ HRLA (Human Rights Lawyers Association) เคยจัดทำรายงานเกี่ยวกับปัญหา SLAPP เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2562 พร้อมระบุว่า คดี SLAPP จะมุ่งเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในการต่อสู้เพื่อประโยชน์สาธารณะ 3 เรื่อง
คดี SLAPP กับคดีปกป้องสิทธิทั่ว ๆ ไป ยังมีอีกข้อแตกต่างที่สำคัญ คือ ‘เป้าหมาย’ ในการฟ้องคดี ซึ่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) เคยให้ข้อสรุปไว้ในรายงานปัญหา SLAPP ที่เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2562 อย่างชัดแจ้ง ดังนี้
“ผู้ฟ้องคดี SLAPP ไม่ได้ต้องการแสวงหาความยุติธรรม ไม่ได้คาดหวังถึงผลของคดีว่าจะชนะคดี แต่มีเป้าหมายเพียงเพื่อข่มขู่ ปิดปาก หรือกลั่นแกล้งฝ่ายต่อต้านด้วยการดูดทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้ถุูกฟ้องต้องใช้จ่ายเงินเพื่อต่อสู้คดีที่ไม่มีสาระ ลดทอนประสิทธิภาพในการทำงาน การทำกิจกรรม และกำลังใจ สร้างความกดดันทางอารมณ์ จนฝ่ายต่อต้านอ่อนแรงและหยุดวิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้านไป”
ปัจจุบัน มีอย่างน้อย 7 องค์กร ที่ออกรายงานสรุปสถานการณ์ SLAPP ในประเทศไทย แม้ว่าด้วยความยากในการเข้าถึงข้อมูล การให้คำนิยามรวมถึงจุดเน้นที่แตกต่างกัน ไปจนถึงช่วงเวลาที่จัดเก็บ จะทำให้ ‘ตัวเลข’ จำนวนคดี SLAPP ที่แต่ละองค์กรรวบรวมออกมาแตกต่างกัน แต่พอลงไปในรายละเอียดจะเห็น ‘จุดร่วม’ บางอย่างที่เหมือนกัน ก็คือ การคดีฟ้องปิดปากมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าเป็นห่วง
และจนถึงวันที่เขียนบทความนี้อยู่ ก็ยังมีการฟ้องคดีที่เข้าข่าย SLAPP อย่างต่อเนื่อง เฉพาะต้นปี พ.ศ. 2569 ก็มีทั้งกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฟ้องผู้ที่จับตาปัญหาบาร์โคดในบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส. หรือกรณีกรมการปกครองฟ้องอดีตกรรมการ กกต. และผู้เชี่ยวชาญไอที ที่ออกมาเปิดเผยว่า ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านคนถูกแฮก และนำไปขายในตลาดมืด ฯลฯ
2. “ไม่ผิดจะกลัวอะไร” ปัญหาของการรอคำตัดสิน
• สื่อถูก SLAPP มากแค่ไหน
• ตัวอย่างคดีที่เกี่ยวข้องกับสื่อ
• บทวิเคราะห์ปัญหา SLAPP
เมื่อ SLAPP กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้มีอำนาจทั้งภาครัฐหรือเอกชน ใช้ฟ้องเพื่อปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แน่นอนว่าผู้ที่ถูกฟ้องเกือบทั้งหมด ก็คือผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบหรือตั้งคำถามกับบุคคลหรือองค์กรเหล่านั้น ที่รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพ ‘สื่อมวลชน’
และแนวโน้มที่สื่อจะถูกฟ้อง SLAPP ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากไม่เชื่อ อยากให้ลองพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้
จากข้อมูลที่ HRLA รวบรวม พบว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2540 - 2562 จาก 212 คดีปิดปาก เกือบหนึ่งในสิบจะมีสื่อเป็นจำเลย ส่วนข้อมูลที่องค์กร Article 19 รวบรวม ระหว่างปี พ.ศ. 2557 - 2563 จำนวน 58 คดี ก็นักข่าวหรือสำนักข่าวถูกฟ้อง ถึง 12% ส่วนสถิติที่โครงการ TrialWatch ของมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม เก็บรวบรวมคดี SLAPP ระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2566 จำนวน 36 คดี พบว่าผู้ถูกฟ้องเป็นสื่อ ถึง 28%
นี่จึงเป็นความท้าทายใหม่ขององค์กรสื่อในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสื่อมืออาชีพที่ต้องทำงานภายใต้หลักคิดการเป็น ‘หมาเฝ้าบ้าน’ (Watchdog) คือคอยจับตาและ ‘เห่า’ สิ่งไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในสังคม
หนึ่งในความเข้าใจของคนทั่วไป มักคิดว่า ต่อให้เป็นคดี SLAPP แต่ถ้าไม่ได้ทำผิด ก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไร สุดท้ายศาลก็จะยกฟ้องให้เอง (“ถ้าไม่ได้ผิดจะกลัวอะไร”) ซึ่งด้านหนึ่ง วิธีคิดเช่นนี้ก็ไม่ถือว่าผิด เพราะมีหลายคดีที่ศาลยกฟ้องจริง โดยมักอ้างถึงประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 329 เรื่องการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต แต่ในอีกด้านหนึ่ง วิธีคิดลักษณะนี้ กลับ ‘เข้าทาง’ ผู้ฟ้องคดีที่มักมีทรัพยากรเหนือกว่าผู้ถูกฟ้องคดีมหาศาล ทั้งด้านเงิน บุคลากร และเวลา
เราขอยกตัวอย่างการฟ้องร้องที่ทำให้สื่อและนักวิชาการหยิบยกปัญหาเรื่อง SLAPP มาพูดถึง เพื่อชี้ให้เห็นว่า คดีเหล่านี้ สร้างปัญหาต่อคนที่ทำงานสื่อสารมากเพียงใด โดยเลือกบางคดีที่ถึงที่สุดแล้ว (แปลว่า จบแล้ว)
คดีตัวอย่าง A - บริษัทฟาร์มไก่แห่งหนึ่งใน จ.ลพบุรี ฟ้องผู้สื่อข่าว Voice TV
จากข้อความที่รีทวิตผลการตัดสินของศาลแรงงานที่ให้บริษัทฟาร์มไก่แห่งนี้จ่ายเงินชดเชยแก่แรงงาน 1.7 ล้านบาท เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 นำไปสู่การยื่นฟ้องกับผู้สื่อข่าว Voice TV ในข้อหาหมิ่นประมาทและ พรบ.คอมพิวเตอร์ แม้ช่วงแรกอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง ทำให้บริษัทต้องยื่นฟ้องตรงต่อศาล จ.ลพบุรี ก่อนที่ศาลฎีกาจะยกฟ้องในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 หลังใช้เวลาในการสู้คดีเกือบ 5 ปี โดยผู้สื่อข่าวรายนี้ต้องเดินทางไปกลับระหว่าง กทม.-ลพบุรี และบางช่วงเวลาถูกคุมตัวในห้องขัง
คดีนี้ เป็นหนึ่งในอย่างน้อย 38 คดีที่บริษัทฟาร์มไก่แห่งนี้ฟ้องผู้ออกมาเคลื่อนไหวตั้งคำถามกับสภาพการจ้างงาน ที่นอกจากสื่อแล้ว ยังมีแรงงาน, อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักกิจกรรม ตกเป็นจำเลย
คดีตัวอย่าง B – บริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่งใน จ.เลย ฟ้อง Thai PBS, ผู้สื่อข่าว และเยาวชน
จากรายการนักข่าวพลเมืองของ Thai PBS ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ซึ่งมีเยาวชน เป็นนักเรียนชั้น ม.4 ที่ไปออกค่ายเรียนรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน พูดถึงผลกระทบของการทำเหมืองทองคำใน อ.วังสะพุง จ.เลย นำไปสู่การฟ้องร้องโดยบริษัทเหมืองแร่ทองคำ ในข้อหาหมิ่นประมาทและ พรบ.คอมพิวเตอร์ พร้อมเรียกค่าเสียหายจากสถานีโทรทัศน์แห่งนั้นเป็นเงิน 50 ล้านบาท ที่แม้ท้ายสุด ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องในปี พ.ศ. 2561 แต่บริษัทยื่นอุทธรณ์ นำไปสู่การเจรจาไกล่เกลี่ย รวม 6 ครั้ง โดย Thai PBS ส่งทีมไปทำสกู๊ปข่าวพร้อมขึ้นตัววิ่งบนหน้าจอ นำไปสู่การถอนฟ้องในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 หลังใช้เวลาสู้คดีนานกว่า 3 ปี
แม้ ThaiPBS จะมีทรัพยากรในการต่อสู้ แต่ผู้สื่อข่าวดำเนินรายการนักข่าวพลเมืองในวันนั้น ยอมรับว่า ความยืดเยื้อทำให้อ่อนล้าทั้งองค์กรและตัวนักข่าว โดยคดีนี้ได้สร้างผลกระทบ ทั้งต่อตัวเยาวชนที่ถูกฟ้อง คนในชุมชนที่ออกมาสู้ และตัวผู้สื่อข่าวเอง
แรงสะเทือนของคดีที่เข้าข่าย SLAPP ต่อผู้ถูกฟ้องคดี ที่แม้ท้ายสุดศาลจะตัดสินว่าไม่มีความผิด แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว อันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก หนึ่งในวิธีที่หลายประเทศเลือกใช้เพื่อแก้ปัญหา คือความพยายามที่จะ ‘ไม่ให้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่แรก’ หากชัดเจนว่าเป็นการ SLAPP
ที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยเองก็มีกฎหมายที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาการฟ้องกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ฉบับแก้ไขครั้งที่ 34 ที่เพิ่มมาตรา 161/1 และมาตรา 165/2 แต่ที่ผ่านมา กลับใช้ไม่ค่อยได้ผล ยังมีการฟ้องคดี SLAPP อยู่เรื่อย ๆ ..เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?
3.บทเรียนและทางออก จาก ‘คดีปิดปาก’ ทั่วโลก
• โมเดล Anti-SLAPP ทั่วโลก
• ทางออกของประเทศไทย
ปัญหาการฟ้องคดี SLAPP มีมาอย่างยาวนานนับสิบ ๆ ปี และเกิดขึ้นทั่วโลก กระทั่งเกิดหนังสือจากวิจัยที่ใช้เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการฟ้องคดีปิดปาก ชื่อว่า SLAPPs: Getting Sued for Speaking Out ของศาสตราจารย์ จอร์จ พริง (George Pring) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ เพเนโลปี คานาน (Penelope Canan) จากมหาวิทยาลัยเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2539
หนังสือดังกล่าวเสนอวิธีที่จะใช้เพื่อตอบโต้การฟ้องคดี SLAPP ด้วย ‘กฎ 3D’ คือ Detour หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูกฟ้อง, Dismiss ทำให้คดีจบเร็วที่สุด ลดภาระผู้ถูกฟ้อง และ Defer สร้างบทเรียนให้ผู้ฟ้องคดี เช่น ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้อง
ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ออกมาตรการ Anti-SLAPP
กรณีของไทย ก็มีการออก ป.วิอาญา มาตรา 161/1 ให้ศาลยกฟ้องได้ หากเห็นว่าเป็นการฟ้องไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้ง และมาตรา 165/2 ให้ศาลไม่รับฟ้องได้ตั้งแต่ขั้นไต่สวนมูลฟ้อง เข้าข่าย Dismiss คือให้คดีสามารถยุติลงโดยเร็วได้ แต่จากประสบการณ์ของผู้เกี่ยวข้องกลับพบว่า กฎหมายดังกล่าวยังไม่สามารถใช้ตอบโต้คดี SLAPP ได้จริง แม้จะเป็นกฎหมายที่สำนักงานศาลยุติธรรมร่วมเสนอต่อสภาฯ เพื่อออกมาใช้บังคับเองก็ตาม
ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ได้ยื่นคำร้องตาม ป.วิอาญา มาตรา 161/1 ไม่ต่ำกว่าสิบคดี แต่ศาลก็ยกคำร้องทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า “คุณเอาอะไรมาบอกว่าเขาฟ้องโดยไม่สุจริต” สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนของหลักเกณฑ์ที่ต้องอาศัยการใช้ดุลยพินิจตีความ จนไม่สามารถลดความรุนแรงของปัญหา SLAPP ได้
เช่นเดียว พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับที่แก้ไขเมื่อปี พ.ศ.2568 มาตรา 132 ซึ่ง ป.ป.ช. อ้างว่าจะช่วย Anti-SLAPP ก็ถูกวิพากษ์ว่า มีเนื้อหาค่อนข้างแคบ ช่วยคุ้มครองเฉพาะผู้ที่ให้ถ้อยคำ เบาะแส หรือเป็นพยาน ในคดีที่ ป.ป.ช. รับไว้ไต่สวนแล้วเท่านั้น
ทั้งนี้ เคยมีความพยายามออกกฎหมายเพื่อการต่อต้าน SLAPP อย่างครอบคลุม ภายใต้ชื่อ ร่าง พรบ.ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. …. ของกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ที่ผ่านการรับฟังความเห็นไปเมื่อกลางปี พ.ศ. 2568 โดยมีสาระสำคัญคือการเพิ่มนิยาม ‘เรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ’ เข้าไปในกฎหมายอาญา เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของผู้ถูกฟ้อง พร้อมกำหนดกลไกให้ยื่นขอให้ยุติการพิจารณาคดีได้ หากเข้าข่าย SLAPP โดยพบว่า ผู้ร่วมแสดงความเห็น 92% เห็นด้วยให้มีกฎหมายนี้ แต่กฎหมายก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน แม้ล่าสุด ต้นปี พ.ศ. 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะหยิบร่างกฎหมาย Anti-SLAPP มารับฟังความเห็นอีกครั้ง แต่ด้วยอำนาจก็ทำได้เพียงเตรียมจัดทำข้อเสนอแนะทางนโยบายมอบให้กับผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ยังไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเดินหน้าร่างกฎหมาย Anti-SLAPP หรือไม่ เมื่อไม่มีการพูดถึงการแก้ปัญหา “ฟ้องปิดปาก” “ฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์” “SLAPP” ในเอกสารคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแม้แต่คำเดียว
สำหรับท่าทีองค์กรวิชาชีพสื่อ โดยเฉพาะสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการเผยแพร่บทความเกี่ยวกับปัญหา SLAPP เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันให้ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP เกิดขึ้นจริง ซึ่งก็ต้องติดตามต่อไปว่าจะมีความเคลื่อนไหวอื่นออกมาอีกหรือไม่ เพราะปัญหาการฟ้องปิดปากเริ่มกระทบกันการทำงานของสื่อมากขึ้นทุกที
หากคนทำงานสื่อสารที่สังคมคาดหวังให้เป็น ‘หมาเฝ้าบ้าน’ ถูกปิดปาก คนที่เสียประโยชน์ที่สุดก็น่าจะเป็นสังคมไทย ที่ขาดคนช่วยตีแผ่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจมิชอบ ไปจนถึงการฉวยใช้ทรัพยากร โดยไม่คำนึงถึงกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนรวมถึงชุมชน
คดี SLAPP ที่แนวโน้มการฟ้องคดีเริ่มมีมาก และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นภัยคุกคามต่อการทำงานของสื่อที่หลายประเทศเริ่มมีมาตรการออกมาช่วยเหลือป้องกันแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย ยังต้องติดตามกันต่อไปว่า กฎหมาย Anti-SLAPP จะคลอดออกมาได้หรือไม่ เมื่อหนึ่งในผู้ที่ใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อหยุดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ อาจเกี่ยวข้องหรือมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับผู้มีอำนาจในยุคปัจจุบัน