
SHORT CUT
เมื่อไทยรีเซ็ตเกม MOU 44 สู่กติกาสากล UNCLOS เปิด 6 หลักการสำคัญที่ศาลโลกใช้แบ่งเขตทะเล ใครจะกุมความได้เปรียบในสมรภูมิทรัพยากรใต้พยากรณ์หมื่นล้านนี้
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่บทใหม่ของการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล โดยเปลี่ยนผ่านจากกรอบ MOU 44 ไปสู่การใช้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เป็นกรอบการตัดสิน การขยับหมากครั้งนี้หมายความว่า หากการเจรจาทวิภาคีไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทั้งสองประเทศจะต้องเข้าสู่กระบวนการของศาลระหว่างประเทศ เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) เพื่อชี้ขาดเขตแดน
นายบัณฑิต ศรีภา กัปตันเรือเดินสมุทรและนักวิเคราะห์นโยบายทางทะเลและโลจิสติกส์ อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการพิจารณา MOU43/44 สภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญว่า หมากที่ฉลาดที่สุดสำหรับไทย คือไม่ควรเลิก MOU ทันทีแบบฟ้าผ่า แต่ควรสร้างหลักฐานว่าไทยพยายามแล้วในการเสนอปรับเงื่อนไข แต่ถ้ายังไม่สำเร็จจึงค่อยแจ้งยกเลิกฝ่ายเดียว โดยอ้างหลักกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งเปิดช่องให้ทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "UNCLOS" หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล แต่ไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกับเราอย่างไร จริง ๆ แล้ว UNCLOS คือ "กติกากลาง" ที่ประเทศชายทะเลทั่วโลกใช้ตัดสินว่า ทะเลตรงไหนเป็นของใคร และเมื่อเกิดข้อพิพาท ก็ต้องใช้หลักนี้แก้ปัญหา
สำหรับกรณีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทย ซึ่งมีพื้นที่กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และมีการคาดการณ์ว่ามีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาลอยู่ใต้ดิน UNCLOS ไม่ได้ให้ "สูตรสำเร็จ" ว่าต้องแบ่งอย่างไร แต่ให้ กรอบคิดและหลักการ ที่ศาลระหว่างประเทศใช้ซ้ำๆ จนกลายเป็นมาตรฐาน
หลักนี้ถือเป็นหัวใจของทุกอย่าง ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 74 และ 83 ว่าด้วยการแบ่งเขตไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันโดยมุ่งให้ได้ "ผลที่ยุติธรรม" (Equitable Result) ในทางปฏิบัติ ICJ และ ITLOS ใช้หลักนี้เป็นเกณฑ์ตัดสินทุกคดีพิพาทเขตทะเล
สำหรับไทย–กัมพูชา หมายความว่า ไม่ว่าจะเจรจาหรือขึ้นศาล คำตอบสุดท้ายจะไม่ใช่เส้นที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง "อยากได้" แต่เป็นเส้นที่ ยุติธรรมทางภูมิศาสตร์
วิธีที่ศาลนิยมใช้เป็น "จุดตั้งต้น" คือการลากเส้นกึ่งกลาง (Median Line) หรือเส้นระยะเท่ากัน (Equidistance Line) ซึ่งก็คือเส้นที่ทุกจุดบนเส้นมีระยะห่างจากชายฝั่งของทั้งสองประเทศเท่ากัน
ฟังดูเรียบง่าย แต่ในความเป็นจริงมันซับซ้อนมาก เพราะขึ้นอยู่กับว่าจะ เลือกจุดใดบนชายฝั่งมาคำนวณ โดยเฉพาะเมื่อมีเกาะแก่งต่าง ๆ อยู่ในทะเล การเลือกเกาะที่แตกต่างกันอาจทำให้เส้นกึ่งกลางเปลี่ยนไปอย่างมาก
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ศาลระหว่างประเทศยืนยันมาโดยตลอดว่าเส้นกึ่งกลาง ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ต้องนำมาปรับแก้ด้วยหลักการข้อถัดไป
กรณีไทย–กัมพูชา ปัญหาหลักคือสองประเทศใช้เส้นกึ่งกลางคนละเส้น เพราะเลือกจุดอ้างอิงบนเกาะต่างกัน จึงเกิดพื้นที่ทับซ้อนขึ้น และนั่นคือที่มาของข้อพิพาทที่ยังแก้ไม่ได้มาหลายสิบปี
ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่กำหนดว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร เพราะศาลจะพิจารณาจากเส้นกึ่งกลางว่ามี "สถานการณ์พิเศษ" อะไรบ้างที่ทำให้ต้องปรับเส้นนั้น ปัจจัยที่ศาลมักพิจารณา ได้แก่
หากประเทศไทยใช้เกาะกูดเป็นจุดอ้างอิง ซึ่งถือเป็นเกาะขนาดใหญ่และมีผู้อยู่อาศัย จะส่งผลให้เส้นกึ่งกลางขยับเข้าหากัมพูชามากขึ้น
แม้จะลากเส้นและปรับตามสถานการณ์พิเศษแล้ว ศาลยังต้องทำการตรวจสอบขั้นสุดท้าย ด้วยหลักสัดส่วน (Proportionality) คือดูว่า พื้นที่ทะเลที่แต่ละฝ่ายได้รับนั้นสมดุลกับความยาวชายฝั่งของตนหรือไม่ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าประเทศ A มีชายฝั่งยาวกว่าประเทศ B ถึง 3 เท่า แต่หลังแบ่งเขตแล้ว A กลับได้พื้นที่ทะเลน้อยกว่า B นั่นคือสัญญาณว่าเส้นแบ่งเขตอาจไม่ยุติธรรม และต้องปรับใหม่
มาตรา 121 แบ่งประเภทของ "เกาะ" ออกเป็นสองระดับหลัก ซึ่งส่งผลต่อสิทธิ์ในทะเลอย่างมาก โดยเกาะที่มีคนอยู่อาศัยและมีชีวิตทางเศรษฐกิจ จะมีสิทธิ์เต็มทั้งทะเลอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล เขตต่อเนื่อง 24 ไมล์ทะเล และ EEZ 200 ไมล์ทะเล ส่วนหิน (Rocks) ที่คนอยู่ไม่ได้ จะมีสิทธิ์เพียงทะเลอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล ไม่มี EEZ
ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะ EEZ คือบริเวณที่มีสิทธิ์ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ถ้าเกาะใดถูกตัดสินว่าเป็นแค่ "หิน" ก็จะไม่มีสิทธิ์ EEZ และเส้นแบ่งเขตจะเปลี่ยนไปทันที ซึ่งการจำแนกประเภทเกาะไม่ใช่เรื่องตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูลและการโต้แย้งทางกฎหมาย
UNCLOS กำหนดไว้ชัดเจนว่า ก่อนที่จะนำข้อพิพาทขึ้นสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายต้องพยายาม เจรจาโดยสุจริต (Good Faith) ก่อน
"สุจริต" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าต้องตกลงกันได้ แต่หมายถึงต้องเจรจาจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำท่าว่าเจรจาแต่ไม่มีเจตนาจะประนีประนอม ต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ต้องฟังข้อเสนอของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง
ถ้าเจรจาแล้วไม่สำเร็จ จึงนำเรื่องขึ้นสู่ ITLOS หรือ ICJ หรือใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการตาม UNCLOS ภาคที่ XV
กรณีไทย-กัมพูชา ทั้งสองประเทศมีการเจรจาในกรอบคณะกรรมการร่วม (JTC) มาตั้งแต่ปี 2544 แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ส่วนหนึ่งเพราะปัญหาเรื่องการแยกหรือรวมเรื่องเขตแดนกับเรื่องการพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ประชาชนควรเข้าใจคือ UNCLOS ไม่ได้บังคับให้แบ่งทะเลครึ่ง ๆ และไม่มีฝ่ายใดมีสิทธิ์เรียกร้องสิ่งที่ตนต้องการได้ฝ่ายเดียว ผลลัพธ์ที่ยุติธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศต้องมาจากการพิจารณาข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่คณิตศาสตร์หรืออำนาจต่อรองฝ่ายเดียว
ที่มา : เฟซบุ๊ก Bundit Sripa