
SHORT CUT
พิมรี่พาย จับมือพาณิชย์ ไลฟ์ขายทุเรียนลูกละ 100 ทำสถิติคนดูเฉียดล้าน แม้เจอโซเชียลจี้ถามเรื่องขนาดไม่ตรงปก แต่เจ้าตัวย้ำชัดยอมควักเนื้อ 10 ล้านบาทเพื่ออุ้มเกษตรกรไทย
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา "พิมรี่พาย" แม่ค้าออนไลน์ชื่อดังได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการจับมือกับกระทรวงพาณิชย์ ไลฟ์ขายทุเรียนในราคาเพียงลูกละ 100 บาท จำนวน 1 ล้านลูก ปรากฏว่ามียอดผู้ชมพร้อมกันรวมทุกแพลตฟอร์มสูงถึงเกือบ 1 ล้านคน และมียอดจองถล่มทลายกว่า 2 แสนออเดอร์ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการตลาดแบบ Live Commerce ที่เข้าถึงใจคนไทยที่กำลังมองหาสินค้าราคาถูกในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง
ทุเรียนราคา 100 บาทที่กลายเป็นประเด็นคือทุเรียนขนาดน้ำหนัก 1.2-1.6 กิโลกรัม ส่วนขนาดอื่นก็จะมีราคาขยับขึ้นไป เช่น 135 บาท หรือขนาดจัมโบ้ 6-8 กิโลกรัมในราคา 480 บาท อย่างไรก็ตาม เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "ไม่ตรงปก" เนื่องจากผู้ซื้อบางส่วนคาดหวังว่าจะได้ทุเรียนลูกใหญ่ในราคาถูก ซึ่งพิมรี่พายชี้แจงว่า เธอใช้วิธี "เหมาทั้งสวน" ใน จ.จันทบุรี ทำให้ไม่สามารถกำหนดไซส์ได้ทั้งหมด ต้องรับมาทุกขนาดเพื่อให้ชาวสวนสามารถระบายผลผลิตได้ทุกเกรด
@pimrypie__tiktok ทุเรียนกวนหวานจิต เนื้อนุ่ม อร่อย #พิมรี่พายขายทุกอย่าง ♬ Bornean (Sape Dayak Kalimantan) - Helmy Trianggara
พิมรี่พายเปิดใจทั้งน้ำตาว่า การไลฟ์ครั้งนี้เธอ ยอมขาดทุนกว่า 10 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนที่รับซื้อมาบวกกับค่าบริหารจัดการนั้นสูงกว่าราคาขายเป้าหมาย แต่ที่ยอมทำเพราะปีนี้ทุเรียนล้นตลาดเพิ่มขึ้นถึง 30% ในขณะที่กำลังซื้อลดลง
เธอต้องการให้สปอตไลท์ส่องไปที่ปัญหาของเกษตรกร เพื่อให้คนไทยหันมาช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทยที่เป็น "ผลไม้ทองคำ" ของชาติ ไม่ให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง
ก่อนการไลฟ์ พิมรี่พายต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านจากบางฝ่ายที่กังวลว่าการขายทุเรียนลูกละ 100 บาท จะเป็นการทำลายกลไกราคาตลาดหรือไม่ ส่งผลให้เธอหาซื้อทุเรียนได้ยากขึ้น เพราะบางสวนกลัวเสียราคาจึงไม่ยอมขายให้ หรือบางสวนก็ฉวยโอกาสปั่นราคาขึ้น แต่พิมรี่พายยืนยันว่าเธอขายตามน้ำหนักและคุณภาพ และเน้นย้ำเป้าหมายสูงสุดคือเงินทุกบาทต้องกระจายไปถึงมือคนปลูกจริงๆ ไม่ว่าจะซื้อกับใครก็ตาม
ในไลฟ์ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ทุเรียนสด แต่พิมรี่พายยังเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรรายย่อย เช่น แม่ค้าทุเรียนกวนจากนราธิวาส และทุเรียนทอดจากระยอง ได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อขยายฐานลูกค้า รวมถึงมีการแจกปุ๋ยฟรีจำนวนมากเพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร เหตุการณ์นี้จึงเป็นมากกว่าแค่ดราม่าการค้า แต่คือการส่งสัญญาณให้สังคมเห็นว่า หากคนไทยไม่ทิ้งกันในยามวิกฤต ผลไม้ไทยก็จะยังคงเป็นความภาคภูมิใจที่สร้างรายได้เข้าประเทศได้มหาศาล