
SHORT CUT
ระบบ e-Work Permit ของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานถูกจับตาหนัก หลังเอกชนผู้ลงทุนแบกรับต้นทุนกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่งวดเดียว ท่ามกลางปัญหาสัญญาและข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยง
โครงการ e-Work Permit ของกระทรวงแรงงาน ซึ่งถูกวางให้เป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ หลังเกิดปัญหาเกี่ยวกับการบริหารสัญญาและการเบิกจ่ายงบประมาณ แม้ระบบจะสามารถสร้างรายได้ให้รัฐแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท แต่เอกชนผู้ลงทุนกลับยังไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่งวดเดียว นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการเมื่อเดือนตุลาคม 2568
ระบบ e-Work Permit ถูกพัฒนาเพื่อยกระดับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายลดขั้นตอนเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
โดยภาครัฐยังเปิดมาตรการผ่อนผันให้แรงงานผิดกฎหมาย 4 สัญชาติหลักสามารถขึ้นทะเบียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลแรงงานแบบบูรณาการ รองรับทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาว
เบื้องหลังกลับเกิดคำถามถึงความเป็นธรรมในการบริหารโครงการ หลัง “กิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกาย” ซึ่งเป็นผู้รับจ้างพัฒนาระบบ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นรูปแบบสัญญาจ้างเหมาบริการที่เอกชนต้องลงทุนเองทั้งหมด 100% ตั้งแต่พัฒนาระบบไอที จัดหาอุปกรณ์ สถานที่ และบุคลากร โดยรัฐไม่ได้จ่ายเงินล่วงหน้าแม้แต่บาทเดียว
ด้านนายชัยรัตน์ แสงจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกาย ระบุว่า สังคมส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าโครงการมูลค่ากว่า 7,800 ล้านบาท เป็นงบประมาณแผ่นดิน ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือเอกชนเป็นผู้รับภาระการลงทุนทั้งหมดภายใต้สัญญา
โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ระบบสามารถออกใบอนุญาตทำงานไปแล้วมากกว่า 700,000 ใบ สร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมเข้าสู่รัฐกว่า 3,000 ล้านบาท แต่ฝั่งเอกชนกลับมีต้นทุนสะสมเกิน 1,000 ล้านบาท และยังไม่ได้รับค่าจ้างจากรัฐแม้แต่งวดเดียว โดยปัจจุบันมียอดค้างชำระสะสมแล้ว 6 งวด คิดเป็นมูลค่ากว่า 364 ล้านบาท
ทำให้เอกชนต้องแบกรับภาระขยายจุดบริการเพิ่มเติมด้วยตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบล่มหรือเกิดภาวะบริการติดขัด เช่น การเพิ่มเคาน์เตอร์ให้บริการที่ศูนย์ไอทีสแควร์จาก 2 จุดเป็น 6 จุด โดยไม่ได้รับการชดเชยต้นทุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือการออกแบบสัญญาที่ไม่ยืดหยุ่นต่อสถานการณ์จริง โดยในเอกสาร TOR เดิมคาดการณ์ปริมาณผู้ใช้บริการเพียงวันละ 6,000 รายการ แต่เมื่อเปิดใช้งานจริงกลับพุ่งสูงถึง 90,000 รายการต่อวัน หรือมากกว่าที่ประเมินไว้ถึง 15 เท่า
นอกจากปัญหาทางการเงินแล้ว โครงการยังเผชิญอุปสรรคด้านการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ หรือ Data Silo ซึ่งส่งผลให้การทำงานของระบบไม่สมบูรณ์ ฐานข้อมูลจากกรมการจัดหางานถูกถ่ายโอนไม่ครบถ้วน ขณะที่มาตรฐานการบันทึกชื่อแรงงานระหว่างกรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงการต่างประเทศ ยังแตกต่างกัน จนเกิดปัญหาข้อมูลผิดพลาดจำนวนมาก
ภาระในการแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวตกอยู่กับผู้พัฒนาระบบเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่บางช่วงมีความพยายามให้กลับไปใช้กระบวนการ Manual เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจรับงานดำเนินการไม่ทัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการถอยหลังจากแนวทาง Digital Transformation ที่รัฐบาลประกาศผลักดัน
โดยตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือนหลังเริ่มโครงการ คณะกรรมการตรวจรับงานยังไม่เคยประชุมอย่างเป็นทางการแม้แต่ครั้งเดียว ส่งผลให้กระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณหยุดชะงัก
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนความท้าทายของความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการดิจิทัลขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในประเด็นธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการแบ่งภาระต้นทุนอย่างเป็นธรรม
แม้ระบบ e-Work Permit จะถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองแรงงานและยกระดับการบริหารแรงงานต่างด้าวของไทย แต่หากปัญหาการเบิกจ่ายและการบริหารโครงการยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อการร่วมลงทุนกับภาครัฐในอนาคต และทำให้โครงการดิจิทัลที่ตั้งใจเป็นต้นแบบของความโปร่งใส อาจเป็นอีกบทเรียนความล้มเหลวที่สำคัญของระบบราชการไทยในยุคดิจิทัล
ที่มา : Posttoday