
SHORT CUT
12 ปีที่รอคอย: รำลึกการหายตัวไปของบิลลี่ พอละจี สู่การส่งต่ออุดมการณ์ให้คนรุ่นใหม่สู้เพื่อสิทธิในที่ดินบรรพบุรุษ 'ใจแผ่นดิน' ที่ถูกรัฐขีดเส้นทับ
ทางตันนโยบาย: กระบวนการแก้ปัญหายังรอเพียงนายกฯ และ รมว.ทส. ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการและอนุมัติโครงการวิจัยให้ชาวบ้านทดลองกลับไปอยู่ในพื้นที่ใจแผ่นดิน 5 ปี
หลักฐานชัดเจน: ภาพถ่ายทางอากาศปี 2512 ยืนยันชุมชนอยู่มาก่อนประกาศเขตอุทยานฯ พร้อมข้อเสนอแนะให้รัฐเร่งคลอด พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เพื่อคุ้มครองสิทธิที่ดินทำกิน
สำรวจชีวิตชาวบางกลอยในวันที่ไร้บิลลี่ พอละจี เมื่อความมั่นคงไม่ใช่แค่ถนนดี แต่คือการมีข้าวกินและได้กลับบ้านเกิดที่รัฐขีดเส้นทับที่ดินทำกิน
“บางกลอย 2569” เสียงเพรียกจากใจแผ่นดินถึงความมั่นคงที่กำหนดเอง
ในขณะที่สังคมเมืองมองว่าความมั่นคงคือถนนดีหรืออินเทอร์เน็ตที่เข้าถึง แต่สำหรับชาวบางกลอย ความมั่นคงที่แท้จริงคือการได้มีชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมในพื้นที่ที่สามารถปลูกข้าวขึ้นและมีข้าวกินโดยไม่ต้องซื้อ
"ความต้องการสูงสุดของเราคือการได้กลับไปใช้ชีวิตที่บางกลอยบน (ใจแผ่นดิน)" แบงค์-พงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร
ตัวแทนคนรุ่นใหม่สะท้อนความจริงใจของชุมชนที่ไม่ได้โหยหาสิ่งอำนวยความสะดวกมากไปกว่าการได้อยู่กับป่าและความเชื่อของบรรพบุรุษ เพราะสำหรับพวกเขา การถูกอพยพลงมาอยู่ข้างล่างเปรียบเสมือนการนำปลาขึ้นมาอยู่บนบกที่ไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้
นิชาภา อินทะอุต จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ได้ให้ข้อมูลถึงสถานะทางนโยบายว่าปัจจุบันมีกลไกสำคัญสองชุดที่ต้องจับตามอง ชุดแรกคือ คณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ซึ่งทำหน้าที่กำกับทิศทางแก้ปัญหาในภาพใหญ่และขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี โดยปัจจุบัน "รอเพียงให้นายกรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้งใหม่" หลังจากมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเพื่อให้งานเดินหน้าต่อได้
ชุดที่สองคือ คณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย (คณะทำงานแก้ไขปัญหาบ้านบางกลอย) ที่มีสัดส่วนจากภาครัฐ นักวิชาการ และชาวบ้าน เพื่อขับเคลื่อน ‘โครงการวิจัยร่วม’ โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการให้ชาวบ้าน "ทดลองกลับไปอยู่อาศัยและทำกิน (ไร่หมุนเวียน) ที่ใจแผ่นดินเป็นเวลา 5 ปี" เพื่อพิสูจน์ให้รัฐเห็นว่าวิถีคนอยู่กับป่านั้นเกื้อกูลทรัพยากร อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนี้ยังคง ‘รอการลงนามจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’ เพื่อรับรองคณะทำงานให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้อีกครั้ง
ข้อมูลเชิงวิชาการและเอกสารทางราชการ ยืนยันชัดเจนว่าชาวบ้านอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ โดยมีทั้ง ‘ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังไปถึงปี 2512-2513’ ที่แสดงร่องรอยการทำกิน และ ‘บัญชีสำรวจประชากรปี 2531’ ที่ระบุชื่อปู่คออี้และครอบครัวไว้ในบ้านบางกลอย 1-4 อย่างชัดเจน
ในห้วงเวลา 12 ปีที่บิลลี่หายไป สังคมสามารถเป็นพลังสำคัญในการช่วยส่งต่อความยุติธรรมได้ ดังนี้
- ทลายอคติ: ทำความเข้าใจว่า ‘ไร่หมุนเวียน’ คือภูมิปัญญาและระบบเกษตรที่รักษาป่า ไม่ใช่การทำลาย
- ผลักดันกฎหมาย: สนับสนุน ‘พรบ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์’ เพื่อสร้างพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมที่จะเป็นเกราะป้องกันทางกฎหมายให้ชาวบ้านได้มีสิทธิในที่ดินทำกินดั้งเดิม ซึ่งที่ผ่านมามีหลายชุมชนได้รับการรับรองเป็นพื้นที่คุ้มครองมาแล้ว และสามารถมีส่วนช่วยรักษาป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม
- ส่งเสียงถึงรัฐ: เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการและรับรองโครงการวิจัย เพื่อให้กระบวนการทดลองกลับไปอยู่ใจแผ่นดินเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่ถูกระงับด้วยขั้นตอนราชการ
แม้ในวันที่บิลลี่ไม่อยู่ แต่การต่อสู้เพื่อความเป็นมนุษย์ของชาวบางกลอยยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าสิทธิที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง ในผืนดินที่เป็นบ้านของบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นความมั่นคงที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับลมหายใจของคนปกาเกอะญอ