
ถอดรหัสปรากฏการณ์ ‘ล่าแม่มดออนไลน์’ กับ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา เมื่อแค่การ ‘กดไลก์’ ถูกนำมาใช้ตัดสินคนในเสี้ยววินาที สังคมไทยกำลังสูญเสียความซับซ้อนของมนุษย์ และเหลือเพียงอารมณ์ที่อยู่เหนือข้อเท็จจริงหรือไม่?
จากเหตุการณ์ที่คนบันเทิงไทยหลายคนกดไลก์-คอมเมนต์โพสต์ มายด์ ลภัสลัล ลงคลิปสามีพาย สุนิษฐ์ ชี้แจงประเด็นน้องชาย ทราย สก็อต จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการสนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และเป็นการเลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนนำไปสู่กระแสการ 'แขวน' และการ 'ล่าแม่มด' นั้น
เริ่มจากในโซเชียล X มีการแคปภาพดารา ที่มีการกดไลก์ โพสต์ดังกล่าว จนเกิดดราม่าร้อนระอุ ทำให้คนบันเทิงที่กดไลก์ ต่างออกมาแถลงคำขอโทษ พร้อมแสดงจุดยืน อาทิ มิลลิ ดนุภา ที่ออกมาขอโทษ ถึงความไม่ระมัดระวังในการโซเชียลมีเดีย พร้อมยืนยันไม่มีเจตนาสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับความรุนแรง
เช่นเดียวกับ เต ตะวัน ที่แจงชัดว่า การกดไลค์ต้องการเป็นกำลังใจเพื่อนในเรื่องที่ถูกต่อว่าอย่างไม่เหมาะสม ด้วยถ้อยคำหยาบคาย เกินกว่าเหตุ และไม่เป็นข้อเท็จจริง พร้อมย้ำชัด ไม่สนับสนุนความรุนแรงในครอบครัว แม้โพสดังกล่าวจะไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ แต่อาจทำให้หลายคนนำไปเชื่อมโยงได้
นอกจากนี้ยังมีพระเอกหนุ่ม ตรี ภรภัทร และ นักแสดงสาว เชียร์ ทิฆัมพร ที่ออกมาแสดงจุดยืนว่าการกดไลก์ไม่ได้สนับสนุนการกระทำความรุนแรง
Spring news ได้พูดคุยกับ ผช.ศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจถึงเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้
อ.เจษฎา ระบุว่าในทางนิเทศศาสตร์ การกดไลก์คือ การสนับสนุนเสมือนจริง (Virtual Endorsement) แม้จะดูเหมือนทำได้ง่ายและใช้ต้นทุนต่ำ แต่ในเชิงความหมายไม่ต่างจากการที่ดาราไปยืนถ่ายภาพคู่กับสินค้าหรือประกาศตัวสนับสนุนแนวคิดในโลกจริง ยิ่งมีการคอมเมนต์ร่วมด้วย
ยิ่งสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรและความคิดเห็นส่วนตัวในการสนับสนุนเรื่องนั้นๆ อย่างชัดเจน สาเหตุที่ดาราถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อกดไลก์เป็นประเด็นที่อ่อนไหว เนื่องจากสถานะ บุคคลสาธารณะ เพราะเมื่อคนดังกดไลก์ ฟอลโลเวอร์จำนวนมากจะมองเห็น และถูกตีความว่าเป็นการชี้นำหรือสนับสนุนพฤติกรรมนั้นๆ โดย อ.เจษฎา เน้นย้ำว่าดาราได้รับประโยชน์มหาศาลจากยอดผู้ติดตามในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นเมื่อเกิดผลกระทบทางลบ จะอ้างว่า "เป็นคนดังแล้วลำบาก" ไม่ได้ เพราะถือเป็นต้นทุนและความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับอาชีพที่ตนเองเลือก
ทั้งนี้ ทางออกในเรื่องนี้ อ.เจษฎา เสนอให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียใช้หลัก Digital Empathy (ความเห็นอกเห็นใจในโลกดิจิทัล) คือการลองเอาใจเขามาใส่ใจเราก่อนจะตัดสินใคร รวมถึงเตือนสติคนดังว่า 'มิตรภาพส่วนตัว' กับ 'พื้นที่สาธารณะ' ต้องแยกให้ออก
"การให้กำลังใจเพื่อนไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อทำในพื้นที่สาธารณะที่ถูกตีความได้ว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำที่สุ่มเสี่ยงหรือละเมิดผู้อื่น คุณต้องยอมรับราคาที่ต้องจ่ายและผลกระทบที่จะตามมา"
ด้าน ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล วิเคราะห์ปรากฏการณ์ "ล่าแม่มดออนไลน์" กรณีคนบันเทิงถูกถล่มเพียงเพราะกดไลก์โซเชียล ชี้สังคมไทยอยู่ในสภาวะความอดทนต่ำและลดทอนความซับซ้อนของมนุษย์เหลือเพียง 'ดีหรือเลว' จนน่ากังวลว่าจะเกิดสภาวะเซ็นเซอร์ตัวเองจนสังคมไม่เหลือความจริง
ดร.ตฤณห์ เปิดเผยถึงกรณีข้อพิพาทในโลกออนไลน์ที่เกิดจากการ "กดไลก์" ของเหล่าคนดังว่า ในทางจิตวิทยาสังคม การกดไลก์ถูกนำมาตีความเกินกว่าเจตนาที่แท้จริงของผู้ใช้งาน ซึ่งบางครั้งเป็นเพียงการทักทายหรือการให้กำลังใจเพื่อนโดยที่ยังไม่ได้อ่านเนื้อหาทั้งหมดด้วยซ้ำ
ดร.ตฤณห์ ระบุว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ย่นระยะเวลาการตัดสินคนให้สั้นลงเพียงหลักวินาที ต่างจากชีวิตจริงที่เราต้องรับผิดชอบต่อสีหน้าและน้ำเสียง
"การกดไลก์ทำไมถึงมีอำนาจตัดสินความผิดชอบชั่วดีมากกว่าการพูดคุยกันในชีวิตจริง? ปัญหาก็คือบนโลกออนไลน์คนรู้สึกว่าเป็นนิรนามและมีความรับผิดชอบน้อยกว่า จึงกล้าแสดงพฤติกรรมรุนแรงและใช้เป็นพื้นที่ทวงคืนอำนาจเพื่อลงโทษคนอื่น"
ในประเด็นที่ว่าคนดังควรวางตัวเป็นกลางหรือไม่ ดร.ตฤณห์ ให้ความเห็นอย่างชัดเจนว่า "ความเป็นกลางไม่ใช่หน้าที่ของทุกคน" แต่เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม
คนดังคือมนุษย์: มีสิทธิ์แสดงจุดยืน อุดมการณ์ และวิจารณ์สังคมได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป
สิ่งที่ต่างออกไปคือคนดังต้องรับผิดชอบต่อ 'ผลของการสื่อสาร' เนื่องจากคำพูดมีน้ำหนักและขยายวงกว้างได้มากกว่า ข้อมูลบนโลกออนไลน์มีความถาวรและขุดคุ้ยได้ง่าย ทำให้คนดังตกเป็นเป้าของการล่าแม่มดได้รุนแรงกว่าคนทั่วไป
"ถ้าเราพูดความจริงแล้วโดนถล่ม ต่อไปคนจะเลือกเงียบเพื่อความปลอดภัย ผลที่ตามมาคือสังคมจะเหลือแต่ความเห็นที่ดูดี สวยหรู แต่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริง (Fact) หรือความซับซ้อนที่มนุษย์ควรจะมี"
ดร.ตฤณห์ ทิ้งท้ายถึงแนวทางการใช้โซเชียลมีเดียว่า ทั้งคนดังและคนทั่วไปควรแยก 'ข้อเท็จจริง' ออกจาก 'อารมณ์' และอย่ารีบตัดสินใครจากเพียงคลิปสั้นๆ หรือรูปภาพเดียว
"ถ้าเราบริโภคข่าวแล้วได้แต่ความโกรธแค้น เกรี้ยวกราด ถือว่าเราขาดทุนในการบริโภคข่าว" พร้อมเตือนว่าการด่าทอด้วยความสะใจอาจจบลงที่คดีความตามกฎหมาย ซึ่งมีบทลงโทษที่จับต้องได้มากกว่ากระแสสังคมชั่วคราว และใน "สนามของความเกลียดชังนี้" สุดท้ายแล้วอาจไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง