ถอดรหัส จีนเชิญนายกฯไทย-กัมพูชา หวังเล่นบทพี่ใหญ่ สร้างความมั่นคง พ่วงผลประโยชน์

ถอดรหัส จีนเชิญนายกฯไทย-กัมพูชา หวังเล่นบทพี่ใหญ่ สร้างความมั่นคง พ่วงผลประโยชน์

ดร.เกรียงศักดิ์ ถอดรหัส จีนเชิญนายกฯไทย-กัมพูชา ชี้ งาน AI แค่ฉากหน้า เบื้องลึกหวัง เล่นบทพี่ใหญ่ สร้างความมั่นคงในภูมิภาคและโลก พ่วงประโยชน์อีก 3 ประการ

SHORT CUT

  • จีนใช้เวทีประชุม World AI Conference 2026 เป็นพื้นที่ทางการทูต โดยเชิญผู้นำไทยและกัมพูชาในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเจรจาและลดความตึงเครียดปัญหาชายแดนระหว่างสองประเทศ
  • การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทนโยบายต่างประเทศของจีน จากเดิมที่ยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน มาสู่การเป็นผู้สร้างเสถียรภาพในภูมิภาคเชิงรุก เพื่อยกระดับภาพลักษณ์มหาอำนาจ
  • เบื้องหลังการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย จีนมุ่งหวังผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ทั้งการสร้างเสถียรภาพเพื่อโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) การสนับสนุนกัมพูชาซึ่งเป็นพันธมิตร และการส่งเสริมความมั่นคงเพื่อเอื้อต่อการค้าการลงทุนในภูมิภาค

ดร.เกรียงศักดิ์ ถอดรหัส จีนเชิญนายกฯไทย-กัมพูชา ชี้ งาน AI แค่ฉากหน้า เบื้องลึกหวัง เล่นบทพี่ใหญ่ สร้างความมั่นคงในภูมิภาคและโลก พ่วงประโยชน์อีก 3 ประการ

 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) วิเคราะห์การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของผู้นำไทยและกัมพูชา ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศยังตึงเครียดจากปัญหาชายแดน ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ของจีนได้เชิญผู้นำทั้งสองยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุม World AI Conference 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกที่จีนเป็นเจ้าภาพ ส่งผลให้กำหนดการของทั้งสองฝ่ายซ้อนทับเหลื่อมกัน

จึงเกิดข้อสังเกตว่า จีนอาจมิได้มุ่งเป้าเพียงการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่กำลังใช้โอกาสนี้เป็นพื้นที่ทางการทูตเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเจรจา และคลายความตึงเครียดระหว่างทั้งไทยและกัมพูชา ทั้งสร้างความมั่นคงในภูมิภาคและระดับโลก

ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงบทบาทของจีนในเวทีระหว่างประเทศ จากประเทศที่เคยยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น สู่การเป็นผู้มีบทบาทเชิงรุกในการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค ภายใต้กรอบแนวคิดด้านความมั่นคงและการพัฒนาแห่งศตวรรษที่ 21

การประชุม AI กับบทบาทใหม่ของการทูตจีน

World AI Conference 2026 เป็นเวทีสำคัญที่จีนใช้แสดงศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อแข่งขันกับมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีของโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แต่ในอีกมิติหนึ่ง เวทีดังกล่าวยังเป็นเครื่องมือทางการทูตที่เปิดโอกาสให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ เดินทางมาพบปะหารือในประเด็นด้านความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศ การเชิญผู้นำไทยและกัมพูชาในช่วงเวลาเดียวกัน จึงอาจสะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่ใช้เวทีด้านเทคโนโลยีเป็นพื้นที่สร้างบรรยากาศแห่งการเจรจา โดยหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากการจัดประชุมด้านความมั่นคงโดยตรง ซึ่งอาจสร้างความอ่อนไหวทางการเมืองมากกว่า

รากฐานของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชามีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยมีต้นกำเนิดจากการกำหนดเส้นเขตแดนในยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส การถ่ายโอนดินแดนหลายพื้นที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทของมหาอำนาจในขณะนั้น มิใช่ผลจากการเจรจาร่วมกันของทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง

ภายหลังการได้รับเอกราช ประเด็นเกี่ยวกับเส้นเขตแดน การตีความแผนที่ และสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่พิพาทยังคงดำรงอยู่และกลายเป็นปัญหาสะสมมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากประเด็นบนบกแล้ว ความขัดแย้งยังขยายสู่พื้นที่ทางทะเล โดยเฉพาะพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ซึ่งคาดว่ามีทรัพยากรพลังงานจำนวนมาก ส่งผลให้ประเด็นด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระแสชาตินิยมเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จนเกิดภาวะชะงักงัน ที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาทางออกที่ยอมรับร่วมกันได้

 

 

ข้อจำกัดของความพยายามไกล่เกลี่ยที่ผ่านมา

ก่อนที่จีนจะเข้ามามีบทบาท ได้มีความพยายามจากทั้งมหาอำนาจและองค์กรระดับภูมิภาคในการลดความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา   ในระดับมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกาเคยพยายามผลักดันการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่ไม่สามารถสร้างกลไกที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ขณะที่ในระดับภูมิภาค อาเซียนภายใต้การนำของประธานอาเซียนได้พยายามส่งเสริมการพูดคุยภายใต้หลักการแก้ไขปัญหาโดยสันติ อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของหลักฉันทามติและความอ่อนไหวด้านอธิปไตย ทำให้การดำเนินงานยังไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้จีนก้าวเข้ามาแสดงบทบาทในฐานะตัวกลางที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งไทยและกัมพูชา

การเปลี่ยนบทบาทของจีนในฐานะผู้รักษาเสถียรภาพภูมิภาค

การเคลื่อนไหวของจีนในครั้งนี้สะท้อนการปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จากการเน้นหลัก "ไม่แทรกแซงกิจการภายใน" ไปสู่การมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนเสถียรภาพของภูมิภาค   แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบแนวคิด Global Security Initiative (GSI) ที่จีนเสนอเพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงผ่านการเจรจา ความร่วมมือ และการเคารพผลประโยชน์ร่วมกัน  ก่อนการเชิญผู้นำไทยและกัมพูชา จีนได้หารือและขอความคิดเห็นจากผมเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการดำเนินการดังกล่าวล่วงหน้าหลายเดือน ซึ่งสะท้อนว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นผลจากการวางยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ มิใช่การตอบสนองเฉพาะหน้าต่อสถานการณ์  ในอีกด้านหนึ่ง จีนยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะท่าทีของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการแสดงบทบาทในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจีนในฐานะมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

ทั้งนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของจีนผ่านการประชุมครั้งนี้ มีถึง 3 ประการ โดยประการแรก ไทยมีความสำคัญต่อโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) โดยเฉพาะโครงข่ายรถไฟที่เชื่อมจีน-ลาว-ไทย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของห่วงโซ่อุปทานและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภูมิภาค
ประการที่สอง กัมพูชาเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน การลดความตึงเครียดบริเวณชายแดนจะช่วยส่งเสริมเสถียรภาพและการพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีนในระยะยาว และประการที่สาม ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาจะเอื้อต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการบริหารจัดการเขตแดน การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ และการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน

ดังนั้น การสร้างสันติภาพจึงมิใช่เพียงประเด็นด้านความมั่นคง หากแต่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของจีนโดยตรง การเชิญผู้นำไทยและกัมพูชาเดินทางเยือนจีนในช่วงเวลาเดียวกันมิใช่เพียงกิจกรรมทางการทูตตามปกติ หากแต่สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ผสานการทูต เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ จีนได้ใช้เวทีด้านปัญญาประดิษฐ์เป็นพื้นที่สร้างโอกาสในการสื่อสารระหว่างคู่ขัดแย้ง พร้อมทั้งยกระดับบทบาทของตนในฐานะผู้ส่งเสริมเสถียรภาพของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของความพยายามดังกล่าวมิได้ขึ้นอยู่กับการพบปะของผู้นำเพียงครั้งเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างกลไกความร่วมมือระยะยาวที่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านเขตแดน การจัดการทรัพยากรร่วม การสร้างความไว้วางใจ และการลดแรงกดดันจากกระแสชาตินิยมภายในประเทศ 

ดร.แดน ยังกล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทย ควรใช้โอกาสนี้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสมดุล ยึดผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ พร้อมสนับสนุนการเจรจาอย่างสันติภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และรักษาความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับทุกมหาอำนาจ เพื่อเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว  ทั้งนี้ จะเห็นว่าการเชิญผู้นำไทยและกัมพูชาเยือนจีนภายใต้กรอบการประชุมด้านปัญญาประดิษฐ์ เป็นตัวอย่างของการผสมผสาน "การทูตเทคโนโลยี" กับ "การทูตเชิงยุทธศาสตร์" ได้อย่างชัดเจน สะท้อนว่าการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 มิได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางเศรษฐกิจหรือการทหาร หากแต่รวมถึงความสามารถในการสร้างสันติภาพ การบริหารความขัดแย้ง และการกำหนดระเบียบความมั่นคงของภูมิภาค

ไม่ว่าการเจรจาจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด เหตุการณ์ครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตนเองจาก "มหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี" ไปสู่ "มหาอำนาจด้านธรรมาภิบาลความมั่นคง” ที่มีบทบาทกำหนดทิศทางระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคต 

related