เปิดสูตร 'โซลาร์รูฟท็อปใหม่' หนุนกู้ติดตั้ง แจก Cash Back เน้นถึงมือประชาชน

เปิดสูตร 'โซลาร์รูฟท็อปใหม่' หนุนกู้ติดตั้ง แจก Cash Back เน้นถึงมือประชาชน

รัฐบาลส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เล็งหารือกับธนาคารเพื่อลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยลดเงินดาวน์ และอาจให้เงินคืน (Cash Back) ถึงมือประชาชนโดยตรง

SHORT CUT

  • รัฐบาลจะปรับปรุงขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ง่ายและรวดเร็วขึ้นผ่านระบบ One Stop Service โดยตั้งเป้าให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน
  • มีมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน เช่น เจรจากับธนาคารเพื่อลดดอกเบี้ยเงินกู้, ช่วยเหลือเรื่องเงินดาวน์ และอาจให้เงินคืน (Cash Back) โดยตรงถึงมือประชาชน
  • ผู้ติดตั้งสามารถนำค่าใช้จ่ายไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ และรัฐบาลมีแผนจะรวมระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานไว้ในแพ็กเกจสนับสนุนด้วย
  • ขยายการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนจากภาคประชาชนในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย เพื่อสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติม

รัฐบาลส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เล็งหารือกับธนาคารเพื่อลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยลดเงินดาวน์ และอาจให้เงินคืน (Cash Back) ถึงมือประชาชนโดยตรง

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงาน BIG issue ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ 'ฐานเศรษฐกิจ' เกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยระบุว่า ปัจจุบันการติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองถือเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงที่ถูกที่สุด โดยเทคโนโลยีโซลาร์ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา มีการปรับตัวและมีต้นทุนลดลงต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าในอนาคตก็จะมีราคาถูกลงอีก

ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยจะปรับปรุงขั้นตอนการขออนุญาต จากเดิมที่ต้องดำเนินการหลายขั้นตอน ให้เหลือการติดต่อผ่านจุดเดียวที่การไฟฟ้า หรือ One Stop Service และต้องดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น โดยตั้งเป้าให้การขออนุญาตสำหรับประชาชนทั่วไปใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 เดือน

หากประชาชนติดตั้งโซลาร์และมีภาระภาษี ก็จะต้องสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ ขณะเดียวกันหากประชาชนไม่ต้องการจ่ายเงินก้อนในการติดตั้ง ซึ่งมีต้นทุนระดับหลายแสนบาท ก็สามารถใช้วิธีผ่อนชำระได้ 

เล็งถกแบงก์ ลดดอกเบี้ยช่วย

รัฐบาลจะหารือกับธนาคารเพื่อช่วยลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางช่วยเรื่องเงินดาวน์ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนตั้งต้น หรืออาจผ่อนเพียง 10-20% โดยอาจใช้รูปแบบเงินกู้ และย้ำว่าเงินต้องถึงมือประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านบุคคลอื่น

จะไปเลือกซื้อเจ้าไหน เป็นเรื่องของผู้ติดตั้ง ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล แต่ลดให้ ถ้าไปดาวน์ ดอกเบี้ยลดให้ ไปเลือกซื้อเอง เงินถึงมือประชาชน อาจจะออกมาในรูปแบบเงินคือ หรือ Cash Back เลยก็ได้ เพราะไม่ต้องการให้เงินผ่านมือใคร ผมไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น นอกจากประชาชน

รัฐบาลจะพยายามนำระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเข้าไปอยู่ในแพ็กเกจสนับสนุนด้วย เนื่องจากการติดตั้งโซลาร์เพื่อใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืน จำเป็นต้องมีแบตเตอรี่สำหรับเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงกลางวัน 

อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแบตเตอรี่จะเพิ่มต้นทุนอีกประมาณ 60-70% เช่น หากเดิมติดตั้งระบบโซลาร์ราคา 100,000 บาท อาจเพิ่มเป็น 160,000-170,000 บาท หรือหากเดิมอยู่ที่ 150,000 บาท ก็อาจเพิ่มเป็นประมาณ 250,000 บาท เพื่อให้มีแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าที่ผลิตในช่วงกลางวันไว้ใช้ในช่วงกลางคืน

รับซื้อไฟฟ้าคืน จากภาคประชาชนเพิ่ม

สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าคืน หากประชาชนผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวันเกินความต้องการใช้ ก็สามารถขายคืนเข้าสู่ระบบได้ โดยปัจจุบันมีการรับซื้ออยู่แล้วในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มที่อยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วย โดยอัตรารับซื้อดังกล่าวใช้กับระบบโซลาร์ภาคประชาชนขนาดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์

ซึ่งเดิมมีการกำหนดโควตารับซื้อรวมทั่วประเทศเพียง 90 เมกะวัตต์ ซึ่งเต็มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมีการขยายเพิ่มครั้งละ 500 เมกะวัตต์ และหากในอนาคตมีการพัฒนาระบบ Smart Grid มากขึ้น รวมถึงการปรับ Grid Code และทำ Grid Modernization ก็จะสามารถขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชนได้มากขึ้น

ส่งเสริมหน่วยงานราชการ-เอกชน ติดโซลาร์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ไม่เฉพาะภาคครัวเรือน แต่รวมถึงหน่วยงานราชการและภาคเอกชน โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการผลิตไฟฟ้าใช้เอง และต้องการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะโรงงานที่ส่งออกสินค้าไปยุโรป

ซึ่งกำลังเผชิญมาตรการ CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism ที่จะมีการคิดต้นทุนคาร์บอนที่ชายแดน หากกระบวนการผลิตปล่อยคาร์บอนสูง จึงจำเป็นต้องมีไฟฟ้าสะอาดไว้ใช้

ในอนาคตรัฐบาลมีแนวคิดเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถติดตั้งโซลาร์ได้มากกว่าเดิม ไม่จำกัดเฉพาะบนหลังคาเหมือนที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีข้อจำกัดเรื่องการติดตั้งในพื้นที่ใกล้เคียงและการพาดสายไฟ รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) ที่มีราคาที่ดินสูง

ในอนาคตอาจใช้วิธีเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายของการไฟฟ้า และจ่ายค่าใช้ระบบแทน ซึ่งแม้จะมีค่าผ่านทาง แต่ยังคุ้มค่าและช่วยลดต้นทุนพลังงาน พร้อมทั้งเป็นไฟฟ้าสะอาด โดยแนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดให้เอกชนสามารถเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า หรือ Third Party Access ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาระบบ Grid Modernization ควบคู่กันไป ก่อนจะไปสู่ Direct PPA ในอนาคต

ที่มา : thansettakij 

related