
SHORT CUT
เมืองที่ดีไม่ใช่แค่ตึกสูงหรือถนนกว้าง แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ช่วยดูแลสุขภาพใจ ลดความเครียด และทำให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างสบายขึ้น
เมืองที่ดีไม่ใช่แค่เมืองที่มีตึกสูง ถนนกว้าง ห้างสรรพสินค้าใหญ่ หรือเศรษฐกิจเติบโต แต่ควรเป็นเมืองที่ทำให้ผู้คน 'อยู่แล้วไม่เหนื่อยใจจนเกินไป' เพราะชีวิตในเมืองไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพจิต ความเครียด ความโดดเดี่ยว และความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนในชีวิตประจำวันด้วย!
ดังนั้น เมืองที่ดีควรเริ่มจากการออกแบบโดยมอง “มนุษย์” เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่มองแค่รถยนต์ อาคาร หรือการใช้ที่ดินให้คุ้มค่าที่สุด เมืองควรถามก่อนว่า คนเดินทางอย่างไร เด็กมีพื้นที่เล่นไหม ผู้สูงอายุออกจากบ้านได้สะดวกหรือไม่ คนทำงานมีที่พักใจระหว่างวันหรือเปล่า?
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บาร์เซโลนา ประเทศสเปน กับแนวคิด “Superblocks” หรือการจัดพื้นที่บางส่วนของเมืองให้ลดบทบาทรถยนต์ลง แล้วคืนพื้นที่ให้คนเดิน พื้นที่สาธารณะ ต้นไม้ และกิจกรรมของชุมชนมากขึ้น รายงานของ Council of Europe Development Bank ระบุว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยลดการใช้รถ ลดมลพิษทางอากาศและเสียง พร้อมเพิ่มพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียวให้คนเดินเท้า พูดง่ายๆ คือเขาออกแบบโดยคำนึงถึงผู้คนมากกว่ารถยนต์
หัวใจสำคัญอีกอย่างของเมืองที่ดีคือ พื้นที่สีเขียว เพราะต้นไม้ สวนสาธารณะ ร่มเงา และธรรมชาติในเมือง ไม่ใช่แค่ของตกแต่งให้เมืองดูสวย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางใจ พื้นที่สีเขียวช่วยให้คนได้พักจากความเร่งรีบ ลดความเครียด และมีพื้นที่สำหรับออกกำลังกายหรือพบปะผู้อื่น รายงานของ World Economic Forum ระบุว่า พื้นที่สีเขียวในเมืองมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน ทั้งส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดความเครียด และเปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
ตัวอย่างของเมืองที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้คือ สิงคโปร์ ซึ่งพัฒนาตัวเองจากแนวคิด “City in a Garden” ไปสู่ “City in Nature” โดยรัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า เป้าหมายคือการฟื้นฟูธรรมชาติกลับเข้าสู่สภาพแวดล้อมเมืองมากขึ้น สิงคโปร์จึงเป็นตัวอย่างของเมืองหนาแน่นที่พยายามไม่ปล่อยให้ความเป็นเมืองตัดขาดจากธรรมชาติ แต่ใช้สวน ต้นไม้ ทางเดินสีเขียว และพื้นที่ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
นอกจากพื้นที่สีเขียว เมืองที่ดีต้องทำให้ การเดินทางไม่กลายเป็นภาระทางใจ เพราะการเดินทางที่ยาวนาน แออัด ไม่แน่นอน หรืออันตราย สามารถทำให้คนหมดพลังตั้งแต่ยังไม่ถึงที่ทำงาน เมืองที่ดีจึงควรสนับสนุนการเดิน การปั่นจักรยาน และระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวก ปลอดภัย และเชื่อมต่อกันได้ดี การเดินทางที่ดีไม่เพียงช่วยลดมลพิษ แต่ยังคืนเวลา คืนพลัง และลดความเครียดในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างสำคัญคือ โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งมักถูกพูดถึงในฐานะเมืองที่เอื้อต่อการปั่นจักรยานและการเดินทางในระดับมนุษย์ เมืองนี้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจักรยานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแนวคิด “green wave” ที่ปรับสัญญาณไฟให้ผู้ใช้จักรยานสามารถเดินทางได้ลื่นไหลขึ้นในบางเส้นทาง ภาพของโคเปนเฮเกนจึงสะท้อนว่า เมืองที่ดีไม่จำเป็นต้องให้รถยนต์เป็นศูนย์กลางเสมอไป แต่สามารถออกแบบให้การเดินทางของคนธรรมดาง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเป็นมิตรกับชีวิตประจำวันมากขึ้น
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ เสียงของเมือง เสียงรถ เสียงก่อสร้าง เสียงเครื่องจักร หรือเสียงความวุ่นวายที่ดังต่อเนื่อง อาจรบกวนการนอน การพักผ่อน และทำให้ความเครียดเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว รายงานของ World Economic Forum ระบุว่า เสียงดังและความแออัดเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันที่เมืองส่งต่อมายังผู้คน เมืองที่ดีจึงควรมีพื้นที่สงบ มีการลดเสียงรบกวน และออกแบบสภาพแวดล้อมให้ผู้คนได้พักจากความวุ่นวายบ้าง
ที่มา weforum
ข่าวที่เกี่ยวข้อง