
SHORT CUT
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจพบเมนูเนื้อสัตว์ปรุงสำเร็จพร้อมบริโภค มีปริมาณสาร "ไนไตรต์" สูงกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดเกือบ 50 เท่า
แม้ ‘ไส้กรอก-แหนม-หมูยอ’ จะเป็นเมนูโปรดของใครหลายคน แต่ล่าสุดมีผลตรวจที่ทำให้ผู้บริโภคต้องกลับมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของอาหารอีกครั้ง หลัง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยผลตรวจผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารพร้อมรับประทาน พบบางตัวอย่างมีปริมาณสาร ‘ไนไตรต์’ สูงเกินมาตรฐานเกือบ 50 เท่า เสี่ยงกระทบสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารนิยมใช้สารไนเตรตและไนไตรต์ในผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แหนม และหมูยอ เพื่อช่วยรักษาสีของเนื้อสัตว์ให้ดูสดน่ากิน รวมถึงยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียอันตราย
แต่หากใช้ในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด เวียนหัว หายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดจังหวะ และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นหมดสติหรือเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ หากอาหารที่มีสารไนเตรตหรือไนไตรต์ถูกนำไปปิ้ง ย่าง หรือทอดด้วยความร้อนสูงจนไหม้เกรียม ยังมีโอกาสเกิดสาร ‘ไนโตรซามีน’ ซึ่งจัดเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 468 พ.ศ.2568 กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารมีไนเตรตได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และไนไตรต์ไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม จากการเฝ้าระวังในช่วงปี 2567-2569 พบว่า มีเมนูเนื้อสัตว์ปรุงสำเร็จพร้อมบริโภคบางตัวอย่าง ตรวจพบไนไตรต์สูงถึง 3,880 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือสูงกว่าค่ากฎหมายเกือบ 50 เท่า พร้อมพบผู้บริโภคบางรายมีอาการผิดปกติหลังรับประทาน ทั้งมือชา วิงเวียน กล้ามเนื้อกระตุก และหมดสติ
ผลตรวจยังชี้ว่า กลุ่มไส้กรอก โบโลน่า และแฮม เป็นกลุ่มที่พบการใช้ไนเตรตและไนไตรต์มากที่สุด แม้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ขณะที่แหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน และกุนเชียง กลับเป็นกลุ่มที่พบการตกค้างเกินมาตรฐานมากกว่า โดยมักมาจากผู้ผลิตรายย่อยที่ควบคุมปริมาณการใช้สารได้ไม่แม่นยำ
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสีแดงหรือชมพูจัดผิดธรรมชาติ ลดการกินอาหารแปรรูปซ้ำบ่อย ๆ และหันมากินอาหารให้หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว