TH-AI Passport คืออะไร ใครได้ประโยชน์ คุ้มค่าจริงหรือ เสี่ยงล็อกสเปก?

TH-AI Passport คืออะไร ใครได้ประโยชน์ คุ้มค่าจริงหรือ เสี่ยงล็อกสเปก?

ทำความรู้จัก 'TH-AI Passport' แจกสิทธิ์ใช้ AI ฟรี 5 ล้านสิทธิ์ หลังดีอี เตรียมเปิดสมัคร มิ.ย. นี้ ใช้งบ 1,600 ล้าน เจอกระแสสวนกลับคุ้มจริง หรือส่อล็อกสเปก

SHORT CUT

  • โครงการ TH-AI Passport คือแพลตฟอร์มที่รัฐใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อแจกสิทธิ์การใช้งาน Generative AI ระดับพรีเมียม 12 เครื่องมือ ให้แก่คนไทย 5 ล้านคนฟรีเป็นเวลา 1 ปี
  • โครงการถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณจาก "กองทุน DE" ซึ่งไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสภา และกระบวนการประมูลที่รวดเร็วจนน่าสงสัยเพียง 34 วัน
  • มีการวิจารณ์เงื่อนไขการประมูล (TOR) ว่าอาจมีการ "ล็อกสเปก" เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใหญ่ โดยเฉพาะการบังคับให้โฆษณาผ่านจอในร้านสะดวกซื้อ
  • เกิดข้อกังขาด้านความคุ้มค่าของงบประมาณ โดยมีข้อเสนอว่าการซื้อ Token แบบเหมาอาจประหยัดกว่าการซื้อ 5 ล้านบัญชี และการไม่เจรจาโดยตรงกับบริษัท AI เหมือนประเทศอื่น
  • มีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน เนื่องจากรัฐอาจเข้าถึงประวัติการค้นหาได้ และมีการตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงของบริษัทที่ชนะประมูลกับโครงการอื่น ๆ ของรัฐบาล

ทำความรู้จัก 'TH-AI Passport' แจกสิทธิ์ใช้ AI ฟรี 5 ล้านสิทธิ์ หลังดีอี เตรียมเปิดสมัคร มิ.ย. นี้ ใช้งบ 1,600 ล้าน เจอกระแสสวนกลับคุ้มจริง หรือส่อล็อกสเปก

โครงการ TH-AI Passport หรือ โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย ของ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม หลังมีการใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท จาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” หรือ กองทุน DE เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชน

TH-AI Passport คืออะไร ทำไมต้องมี

TH-AI Passport ถูกออกแบบให้เป็น 'แพลตฟอร์มกลาง' ของประเทศในการกระจายสิทธิ์เข้าถึง Generative AI ระดับพรีเมียม (ระดับ Pro) ให้กับคนไทย โดยทางกระทรวงดีอีได้จัดหา AI ชื่อดังรวม 12 โมเดล (ซึ่งมีการร่วมพัฒนากับบิ๊กเทคระดับโลกมารวมไว้ในที่เดียว เพื่อยกระดับความสามารถของประชากรและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี

โครงการนี้ได้รับการผลักดันอย่างเร่งด่วนภายใต้นโยบาย AI Transformation โดยตั้งเป้าหมายแจกสิทธิ์ใช้งาน Generative AI ระดับพรีเมียม (Pro) จำนวน 12 เครื่องมือชั้นนำของโลก (เช่น ChatGPT Plus, Gemini Advanced และ Claude Pro) ให้แก่คนไทยฟรีถึง 5,000,000 สิทธิ์ เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่ม First Jobber นักศึกษา และแรงงานที่จำเป็นต้องอัปสกิลอัปเกรดตัวเอง

TH-AI Passport ใครได้ประโยชน์

  • แจกสิทธิ์ฟรีทั้งหมด 5 ล้านสิทธิ์ (สำหรับคนไทย 5 ล้านคน) ให้กับเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป
  • สิทธิ์ในการใช้งาน AI ระดับ Pro ฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปี ควบคู่ไปกับหลักสูตรการเรียนรู้เพื่ออัปสกิล (Up Skill) ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” (เรียนเพื่อนำไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้จริง)
  • มีแผนจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นี้

จับตางบ 1,600 ล้าน ทำไมต้องเลี่ยงสภา 

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงโครงการนี้อย่างดุเดือด โดยเปรียบเปรยเทคโนโลยี AI ในยุคนี้ว่าไม่ต่างอะไรกับ 'แอปพลิเคชัน' ในยุคก่อนที่กลายเป็นรหัสกดเงินสดของหน่วยงานภาครัฐที่ต่างคนต่างขอทำแอปจนสุดท้ายกลายเป็นแอปขยะที่ไม่มีคนใช้

กมธ.งบฯ ตั้งข้อสังเกตและข้อกังขาสำคัญ 3 ประเด็นหลัก

  1. การเลี่ยงการตรวจสอบจากสภา โครงการนี้ใช้เงินจาก 'กองทุน DE' ซึ่งได้รับจัดสรรเงินจาก กสทช. โดยปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินสูงถึง 7,906.82 ล้านบาท การใช้เงินก้อนนี้ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและตัดลดงบประมาณในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนงบประมาณปกติ และการอนุมัติวงเงินระดับพันล้านในกองทุนนี้ก็ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)
  2. ดีลอัศจรรย์ 34 วัน โครงการยักษ์ใหญ่ระดับ 1,600 ล้านบาท ที่ต้องไปดึงพันธมิตร AI ระดับโลกถึง 12 รายมารวมกันบนแดชบอร์ดเดียว กลับใช้เวลาตั้งแต่เริ่มทำเรื่องจนถึงกระบวนการประมูลได้ผู้ชนะเพียงแค่ 34 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นจนน่าตกใจสำหรับการดีลงานเทคโนโลยีขนาดใหญ่เช่นนี้ หากไม่มีการเตรียมการหรือ 'รู้กันภายใน' ล่วงหน้า

   3. ข้อส่อพิรุธล็อกสเปก TOR ในเงื่อนไขขอบเขตงาน (TOR) มีการระบุเจาะจงว่าผู้ชนะการประมูลจะต้องโฆษณาผ่าน "จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา และไม่น้อยกว่า 6,000 จอ" ซึ่งการกำหนดรูปแบบสื่อโฆษณาตายตัวลงใน TOR แทนที่จะเน้น KPI เป็นผลลัพธ์ของจำนวนผู้ใช้งานจริง (Active Users) ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ขัดกับหลักการบริหารงบการตลาดในยุคดิจิทัล ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่มีเครือข่ายร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่

มันง่ายมากที่จะกดงบประมาณกองทุนนี้มาใช้ เพราะการตรวจสอบน้อยกว่า ถ้าเสนอเข้าสภาตามปกติโดนแหกอกแน่... รัฐมนตรีดีอีห่วงใยคนไทยอยากช่วยประหยัดจริง ๆ หรือแค่อยากล้วงเงินกองทุนออกไปให้ได้มากที่สุด?

อีกหนึ่งประเด็นที่คนทำงาน และคนรุ่นใหม่ที่กังวลเรื่องสิทธิ์ความปลอดภัยทางข้อมูล (Data Privacy) ตั้งคำถามคือ การใช้งานผ่าน 'แพลตฟอร์มกลางของรัฐ' จะทำให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลการเสิร์ชและการพิมพ์พูดคุยกับ AI ทั้งหมดของเราได้หรือไม่?

ประเด็นนี้ น.ส.รักชนก เผยว่าจากการซักถามในชั้นกรรมาธิการ เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าระบบจะมีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการค้นหา (Search History) ของผู้ใช้งานจริงเพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ ซึ่งจุดนี้กลายเป็นข้อกังขาสำคัญว่า ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านั้นจะถูกเก็บแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymized Data) หรือว่าจะถูกผูกเชื่อมโยงเข้ากับฐานข้อมูลระบุตัวตน (Personal Identifiable Information) ของผู้สมัคร AI Passport เพราะระดับความเป็นส่วนตัวและอันตรายที่อาจเกิดจากระบบความปลอดภัยรั่วไหลมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล

ขณะที่ทางฝั่งรัฐบาลและกระทรวงดีอีได้รีบออกมาชี้แจงว่า เป้าหมายของการเก็บข้อมูลการใช้งานก็เพื่อส่งเสริมการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับนำไปพัฒนา "Thai LLM" หรือโมเดลภาษาไทยของประเทศ ซึ่งยังตามหลังต่างประเทศอยู่มาก โดยรัฐบาลขอยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดจะเป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด และไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุตัวตนของผู้ใช้แต่อย่างใด

คำถามสั้น ๆ ง่าย ๆ แจก ai แบบ pro ให้คน 5ล้านคน มันฟังดูดีพูดยังไงก็หล่อ แต่สอดไส้โครงการ 1600ล้านบาท+ นี้ ด้วยการล็อคสเปค ล็อคมงผู้ชนะประมูลทำไม

แล้วคนชนะโครงการก็ดันบังเอิญชนะโครงการใหญ่ๆในกระทรวงที่รัฐมนตรีภูมิใจไทยมีอำนาจเสมอๆ

คนได้ประโยชน์คือประชาชน 5 ล้าน หรือ บริษัทที่ฟาดโครงการ 1,600 ล้านกันแน่ ไชยชนก ชิดชอบ อย่าบิดประเด็น

แจก AI ให้ 5 ล้านคนคุ้มค่าจริงหรือ

นอกจากนี้นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดในสภาด้วยวาจาต่อ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ถึงเรื่องโครงการ TH-AI Passport โดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า'ฟังคำตอบแล้วยิ่งงงกว่าเดิม' 

คำถามที่ 1 ทำไมต้องแจก AI ให้ 5,000,000 คน

เพราะได้ยินจากเจ้าหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช.หน่วยงานภายใต้การกำกับของท่านรัฐมนตรีเอง ชี้แจงในกรรมาธิการว่า วิธีคิดง่ายๆ กองทุนมีเงินเหลือ 1,500-1,600 ล้านบาท เอาหารด้วยราคา AI หัวละ 300 บาท จะได้ 5,000,000 คนพอดี เมื่อฟังแล้วตกใจว่าตัวเลข 5,000,000 คน ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชน

รัฐมนตรีตอบว่ามาจากการศึกษา AI Adoption Rate ของโลก ต้องการดันไทยขึ้นไปแข่งกับเวียดนาม แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือรัฐมนตรีพูดตรงๆ เลยว่า "ผมไม่ทราบว่าหน่วยงานไปชี้แจงยังไง" ซึ่งแปลว่ารัฐมนตรี กับ สดช. ให้เหตุผลคนละชุดกัน คนหนึ่งบอกคิดจากเงินที่เหลือ อีกคนบอกคิดจากตัวเลขโลก จึงเกิดคำถามต่อว่า แล้วใครพูดความจริง?

คำถามที่ 2  ทำไมโครงการนี้ประกาศและเปิดให้ยื่นภายในแค่ 34 วัน ซึ่งเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทุน DE

โครงการ 1,600 ล้านบาท ประกาศวันคริสต์มาส ให้เวลายื่นซองแค่ 34 วัน ทั้งที่โครงการระดับนี้ปกติใช้ระยะเวลา 3-6 เดือน และยังมีสิ่งที่รู้สึกว่าบังเอิญเกินไปหลายอย่างมากในโครงการดังกล่าวนี้

1. กลุ่มบริษัทที่มาทำราคากลาง กลายมาเป็นผู้ชนะประมูลเอง และชนะด้วยราคาต่ำกว่าราคากลางที่ตัวเองกำหนดแค่ 1.5% พอดี

2.TOR บังคับให้โฆษณาผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ทำไมโครงการ AI ต้องบังคับโฆษณาผ่านร้านสะดวกซื้อ? และมีกลุ่มทุนสื่อรายเดียว ที่ถือครองสิทธิ์จอเหล่านั้นในประเทศไทย และกลุ่มทุนนั้นบังเอิญอยู่ในกิจการร่วมค้าที่ชนะประมูลด้วย

3.บริษัท 3 รายที่มาทำราคากลางโครงการนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับที่ทำราคากลางโครงการ Big Data และคลังหน่วยกิตของกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาฯ รวมกันเป็นหมื่นล้านบาท

4.กลุ่มบริษัทเดียวกันนี้ ยังได้งานโครงการแข่งรถ MotoGP ที่บุรีรัมย์อีกด้วย

โดยนายภาวุธ ตั้งคำถามว่า มันจะบังเอิญขนาดนี้ได้อย่างไร?

ซึ่งประเด็นนี้ รัฐมนตรีตอบว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 5 เดือน มีประชาพิจารณ์ตามกฎหมาย และ TOR มี 33 หน้า ส่วนที่เกี่ยวกับสื่อมีแค่ 2 หน้า ซึ่งมีจุดที่น่าสังเกตุ 2 จุด คือ

ข้อแรก 5 เดือน เป็นการนับกระบวนการภายใน แต่เอกชนรายอื่นรู้จากวันประกาศ ซึ่งให้เวลาแค่ 34 วันจริงๆ ในทางปฏิบัติไม่มีทางเตรียมตัวการยื่นเสนอโครงการขนาดนี้ได้ทัน "ยกเว้นมีวงในรู้ข้อมูลล่วงหน้า" หรือ "เป็นคนเขียนสเปกเอง"

ข้อต่อมา ความผิดกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า แค่บรรทัดเดียวที่ล็อกสเปกให้รายเดียวได้ประโยชน์ ก็ผิดกฎหมายแล้ว ซึ่งใน 2 หน้า ที่บอกมาว่าเป็นรายละเอียดของสื่อโฆษณาของโครงการ ก็เต็มไปด้วยการ ล็อกสเป็กแล้ว

คำถามที่ 3 คุ้มค่าจริงหรือ

นายภาวุธ ระบุว่า ถ้าจะให้คนไทย 5,000,000 คน ใช้ AI จริงๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อแยก Account ให้แต่ละคน แค่ซื้อ Token เหมามาแบ่งกันใช้ น่าจะใช้เงินหลักร้อยล้าน ไม่ใช่ 1,500 ล้าน และทำไมต้องซื้อผ่านบริษัทตัวกลาง ทั้งที่สิงคโปร์ดีลตรงกับ OpenAI แล้วยังได้ OpenAI มาตั้งแล็บในประเทศอีก 300 ล้านดอลลาร์

รัฐมนตรีตอบว่า ดีลตรงทำไม่ได้เพราะผิด Company Policy และกฎหมายไทย และถ้าซื้อตรงข้อมูลจะไหลออกนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่าคุ้มค่า เพราะตกหัวละ 27 บาท ต่อเดือน ถูกกว่าสิงคโปร์ 20 เท่า

แต่ที่สังเกตได้คือโครงการรัฐไทยอื่นๆ เคยดีลตรงกับ Microsoft Azure และ AWS ได้มาแล้ว แล้วทำไมโครงการนี้ทำไม่ได้? โดยในประเด็นนี้ที่รัฐมนตรีบอกว่าซื้อตรงไม่ได้ เพราะข้อมูลจะไหลออกนอกประเทศ แต่โครงการนี้ใช้ AI ต่างชาติ 8 แบรนด์เป็นหลักอยู่แล้ว ข้อมูลก็ยังต้องไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ต่างชาติอยู่ดี จึงเกิดคำถามต่อว่า “แล้วต่างกันตรงไหน?”

คำถามสุดท้าย เครือข่ายบริษัทเชื่อมโยงกับพรรคอย่างไร

ซึ่งรัฐมนตรีไม่ตอบเรื่องนี้ แต่ปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ตนตกใจที่สุด คือ “อ่านดีๆ นะครับ,ใครได้รับงานในโครงการดังกล่าวไม่เป็นประเด็นและเรื่องของผม,ใครประมูลผ่าน ใครรับงานต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ ผมต้องจัดการ ดังนั้น ใครได้ ผมไม่สน”

เงิน 1,621 ล้านบาทนี้ ไม่ใช่เงินส่วนตัวของท่าน มันคือเงินภาษีของประชาชนทุกคน การบอกว่าใครได้งานไม่ใช่ประเด็น ตนคิดว่ามันคือการปฏิเสธความรับผิดชอบ ในสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน

ตนขอเรียกร้องให้ ระงับการเปิดลงทะเบียนโครงการนี้ ที่กำลังจะเปิดเดือนหน้าไว้ก่อน แล้วส่งให้ สตง. และ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบกระบวนการประมูล และผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมดให้ชัดเจนก่อน ประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าเงินภาษีของตัวเองถูกใช้อย่างโปร่งใสหรือไม่

 

 

TH-AI Passport  สิ่งที่ต้องเอ๊ะ ก่อนเริ่มใช้

นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกแสดงความคิดเห็นถึงโครงการนี้ โดยตั้งคำถามหลายข้อ โดยระบุว่า

รวมข้อสังเกต ความบังเอิญพลัส ++

  1. โครงการนี้ 1,621 ล้านบาทถ้วน แจกให้คนไทย 5 ล้านคน
  2. แต่คนไทย 5 ล้านคนข้างบน เข้าใช้ได้พร้อมกันแค่ วินาทีละ 139 คนนะ (500,000 ต่อชั่วโมง)
  3. คนเข้าใช้งานทุกคนต้องลงทะเบียน รู้ชื่อนามสกุลจริง ผ่าน ThaiD
  4.  ลงทะเบียนแล้วได้บัญชีผู้ใช้ ไม่ได้ตรวจสอบอีก เปิดช่องขายต่อได้ตามสะดวก
  5. ใน TOR ระบุว่าต้องเห็นทุกการค้นหาเป็นรายบุคคล ใครดูอะไรเห็นหมด
  6. แปลว่าใครขายต่อ น่าจะต้องรับผิดชอบ ถ้าเค้าเอาไปทำอะไรไม่ดี
  7. AI ที่ว่า อยู่ในรูปแบบแชท ไม่ได้มี API Key ให้ใครเอาไปใช้
  8. หรือแปลเป็นภาษาง่ายๆว่า ไม่มี API Key เอาไปพัฒนาต่อกับอะไรไม่ได้
  9. ผู้ชี้แจงในกมธยืนยัน อยากใช้ต้องได้ใช้ไม่จำกัดโทเคน
  10. ที่ปรึกษากมธก็ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ โทเคนคือของมีค่า เค้าซื้อกันแพง
  11. ผู้ชี้แจงบอกการจัดการโทเคนยังมีปัญหา แต่ประมูลได้ผู้ชนะมาได้ไง
  12. ไม่มีรายละเอียดจำนวนโทเคนในส่วน 1,500 ล้าน แต่บอกว่าดีแน่นอน
  13. รองโฆษกรัฐบาลบอกเป็นการซื้อโครงสร้างพื้นฐาน
  14. แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ว่า คือเช่าใช้แบบใช้แล้วหมดไปหลังหนึ่งปี
  15. รมต ยืนยัน AI สำคัญเรารอไม่ได้แล้ว ต้องเร็วกว่านี้ เลยซัดโครงการนี้ช่วงปีใหม่ ช่วงเป็นรมตรักษาการณ์หลังยุบสภา
  16. พวกเราก็ยืนยันเวลามีจำกัด เห็นด้วยต้องรีบแต่ไม่ใช่มึนโครงการแบบนี้
  17. รมต ยืนยันเราซื้อถูกกว่าสิงค์โปร์ 20 เท่า รัฐบาลไทยเก่ง ลดได้ 95%
  18. พวกเราอยากให้ รมต ตั้งสติ แล้วคิดว่าเคยต่อราคาอะไรได้ 95% มั้ย

19. กลุ่มที่รับงานโมโตจีพีที่บุรีรัมย์ ป้ายโฆษณากระทรวงแรงงาน โครงการ NDLP กระทรวงศึกษา ป้ายโฆษณาชุดใหญ่อวแฟร์ ที่แถมให้แม้กระทั่งงานจบไปแล้วป้ายยังอยู่เต็มเมืองกระทรวงเหล่านี้มีอะไรร่วมกัน ทำไมมันมีความบังเอิญพลัสขนาดนี้ แถมอีกนิด ยุบสภา 11 ธค 68 โครงการนี้ลุยตอนเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ แถมเปิดช่วงปีใหม่ ทิ้งทวนก่อนเลือกตั้ง จะสังเกตได้ว่าเงียบกริบ เพิ่งมาโผล่ตอนนี้

ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีใครไม่เห็นด้วยให้ใช้เทคโนโลยี AI มันดีอยู่แล้วไม่มีใครเถียง ไม่ต้องเบี่ยงประเด็น ไอ้ที่ต้องตอบแล้วบอกไม่เกี่ยวคือ ทำไมโครงการมันล๊อคเสปคแปลกๆ แถมไม่ใช่แค่กระทรวงเดียว มันไปทุกกระทรวงสีน้ำเงินของอดีต รมต สีน้ำเงิน สามกระทรวง วางโครงการเกินหมื่นล้าน จะมาบอกไม่เกี่ยวคงไม่ได้ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของท่านเต็มๆ คำตอบที่ต้องตอบชัดๆตอนนี้คือมีอีกกี่โครงการที่เป็นแบบนี้ แล้วจะทำให้โปร่งใสขึ้นได้อย่างไร 19 ข้อนี้ ถือเป็น 95% ของคำถาม ส่วนที่เหลืออยากให้ทุกคนรอติดตามและช่วยกันตั้งคำถาม ว่าบ้านเมืองของเรามีโครงการแบบนี้อีกกี่โครงการ

ที่มา : FB รักชนก ศรีนอก , FB ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ , FB Max ธีระชาติ ก่อตระกูล

 

 

 

related