
SHORT CUT
HOPE CLUB เปิดเวที “จบแล้วไปไหน?” ชวนคนรุ่นใหม่สำรวจชีวิตหลังรั้วมหาวิทยาลัย ท่ามกลางความคาดหวัง ความกังวล และโลกงานที่เปลี่ยนแปลง
SPRiNG จัดกิจกรรม HOPE CLUB ภายใต้หัวข้อ “จบแล้วไปไหน?” เวทีพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับชีวิตหลังเรียนจบของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาที่กำลังก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยและเตรียมเข้าสู่โลกการทำงานจริง ในช่วงเวลาที่หลายคนกำลังเผชิญทั้งความคาดหวัง ความกังวล และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาชีพ การหางานแรก การค้นหาความชอบของตัวเอง การสร้างความมั่นคง หรือการปรับตัวให้ทันกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
กิจกรรมครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตั้งคำถามต่ออนาคตการทำงาน และชวนคนรุ่นใหม่มองชีวิตหลังเรียนจบในหลายมิติ ทั้งทักษะที่จำเป็นในยุคใหม่ ความหมายของความสำเร็จ การเติบโตในสายอาชีพ รวมถึงความหวังและความฝันของคนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “นักศึกษา” ไปสู่ “คนทำงาน” อย่างเต็มตัว โดยมีตัวแทนนักศึกษาจาก 4 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เข้าร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ภายในงานมีวิทยากรพิเศษจากหลากหลายสายงาน ได้แก่ คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต เส้นทางอาชีพ แนวคิดด้านการบริหารองค์กร การพัฒนาคน และการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคเทคโนโลยี พร้อมด้วยคุณทอย DataRockie ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองเรื่อง AI ทักษะแห่งอนาคต และการปรับตัวของคนทำงานในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว
สิ่งที่น่าสนใจของกิจกรรมครั้งนี้คือ งานไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปว่า “เรียนจบแล้วควรไปทำอะไร” หรือ “อาชีพไหนดีที่สุด” แต่ชวนให้มองคำถาม “จบแล้วไปไหน?” ในฐานะคำถามปลายเปิด เพราะชีวิตหลังเรียนจบไม่ได้ถูกกำหนดด้วยงานแรก ตำแหน่งแรก หรือองค์กรแรกเท่านั้น หากเป็นกระบวนการระยะยาวที่แต่ละคนต้องค่อย ๆ สำรวจตัวเองผ่านประสบการณ์จริง คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียง “จะได้งานอะไร” แต่คือ “เราจะวางชีวิตและพัฒนาตัวเองอย่างไรในโลกที่งาน เทคโนโลยี และความหมายของความสำเร็จกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกัน”
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คุณซิกเว่เน้นคือ คนรุ่นใหม่ไม่ควรกดดันตัวเองว่างานแรกต้องเป็นงานที่ถูกต้องที่สุด หรือต้องเป็นตัวกำหนดเส้นทางทั้งชีวิต งานแรกควรถูกมองเป็นสนามฝึกที่ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องงาน เรื่องคน เรื่ององค์กร และเรื่องตัวเอง ความผิดพลาด ความไม่มั่นใจ หรือความรู้สึกว่ายังไม่เก่งพอในช่วงเริ่มต้น จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัวเสมอไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโตในโลกการทำงานจริง
มุมมองนี้สำคัญมากสำหรับเด็กจบใหม่ เพราะสังคมมักทำให้ช่วงหลังเรียนจบดูเหมือนเป็นช่วงเวลาที่ต้องรีบตอบให้ได้ว่า “จะทำอะไรต่อ” “จะทำงานที่ไหน” หรือ “จะประสบความสำเร็จเมื่อไร” คำถามเหล่านี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าตนเองห้ามผิดพลาด ห้ามเปลี่ยนใจ และต้องเลือกเส้นทางให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก แต่ในความเป็นจริง งานแรกอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสำรวจตัวเอง ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต
การมองงานแรกเป็นพื้นที่ทดลองช่วยลดแรงกดดันลงได้ เพราะทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจว่า ความไม่แน่นอนในช่วงต้นไม่ใช่ความล้มเหลวเสมอไป หากเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราเริ่มเห็นว่าตนเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ถนัดอะไร รับมือกับปัญหาแบบไหน และอยากอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานลักษณะใด เมื่อมองเช่นนี้ คำถาม “จบแล้วไปไหน?” จึงไม่ได้หมายถึงการต้องเลือกเส้นทางให้ถูกทันที แต่หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้ลอง ได้เรียนรู้ และได้ปรับเส้นทางตามประสบการณ์ที่พบเจอ
อีกประเด็นสำคัญคือ การมอง “hard stuff” หรือเรื่องยากในงานเป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง มากกว่าจะเป็นอุปสรรคที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะทักษะจำนวนมากไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ที่ง่ายที่สุด แต่เกิดจากการเผชิญโจทย์จริง รับมือกับความไม่แน่นอน และเรียนรู้จากความผิดพลาด
สำหรับเด็กจบใหม่ ช่วงเริ่มต้นทำงานมักเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ทั้งงานที่ไม่เคยทำ คนที่ไม่เคยร่วมงานด้วย ระบบองค์กรที่ต่างจากชีวิตในมหาวิทยาลัย รวมถึงความคาดหวังจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และตัวเอง หลายครั้งความยากเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกท้อหรือสงสัยว่า “เราเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า” แต่เวทีนี้ชวนให้มองว่า ความยากไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณของความล้มเหลวเสมอไป บางครั้งมันอาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังอยู่ในพื้นที่ที่ทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น
การเจอโจทย์ยากทำให้คนทำงานใหม่ได้ฝึกทักษะที่ห้องเรียนอาจไม่ได้สอนโดยตรง เช่น การจัดลำดับความสำคัญของงาน การสื่อสารเมื่อเกิดปัญหา การรับมือกับความกดดัน การทำงานกับคนที่มีวิธีคิดต่างจากเรา และการเรียนรู้จากความผิดพลาดโดยไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดนั้นทำลายความมั่นใจของตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นทักษะที่สำคัญพอ ๆ กับความรู้เฉพาะทาง เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งอยู่รอดและเติบโตในโลกการทำงานระยะยาว
คุณซิกเว่ยังเสนอว่า คนทำงานใหม่ควรมี mentor หรือผู้ให้คำปรึกษาที่ไม่ใช่หัวหน้างานโดยตรง เพราะหลายปัญหาในโลกการทำงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลงานหรือตัวเลขเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับความไม่มั่นใจ การรับมือกับคน การตัดสินใจ และสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หลายปัญหาอาจไม่ได้มีคำตอบชัดเจนเหมือนข้อสอบในห้องเรียน บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าควรอดทนต่อสถานการณ์หนึ่งมากแค่ไหน ควรพูดกับหัวหน้าอย่างไร ควรขอความช่วยเหลือเมื่อไร หรือควรประเมินอย่างไรว่างานที่ทำอยู่ยังเหมาะกับตัวเองหรือไม่ ในช่วงเวลาแบบนี้ mentor จึงไม่ใช่แค่คนที่ให้คำแนะนำเรื่องงาน แต่เป็นคนที่ช่วยสะท้อนมุมมอง ทำให้เห็นทางเลือก และช่วยให้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนเพียงลำพัง
ที่ปรึกษาที่ดีจึงเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้คนทำงานใหม่มีคนคุย มีคนฟัง และมีคนช่วยตั้งคำถามกลับอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในช่วงแรกของอาชีพที่หลายคนอาจยังแยกไม่ออกว่าอะไรคือปัญหาที่ต้องอดทน อะไรคือสิ่งที่ควรเปลี่ยน และอะไรคือบทเรียนที่ควรเก็บไว้พัฒนาตัวเองต่อไป
คำแนะนำเรื่อง “ไม่ควรอยู่งานแรกนานเกินไป หากงานนั้นไม่ทำให้เติบโต” เป็นหนึ่งในประเด็นที่ท้าทายค่านิยมเดิมไม่น้อย เพราะในอดีต การอยู่กับองค์กรเดิมนาน ๆ มักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอดทน ความมั่นคง และความน่าเชื่อถือ แต่ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น คนรุ่นใหม่อาจต้องกลับมาถามตัวเองว่า งานที่ทำอยู่ยังเปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งใหม่หรือไม่
ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าควรเปลี่ยนงานตลอดเวลาโดยไม่มีเหตุผล หรือมองข้ามคุณค่าของความอดทน แต่หมายความว่าคนทำงานไม่ควรรีบจำกัดตัวเองไว้กับบทบาทเดียวเร็วเกินไป หากงานที่ทำอยู่ไม่เปิดพื้นที่ให้ลอง ไม่ทำให้ได้พัฒนาทักษะใหม่ ไม่ทำให้เห็นความเป็นไปได้ของตัวเอง หรือทำให้รู้สึกว่ากำลังหยุดนิ่ง ก็ควรตั้งคำถามอย่างจริงจังว่ายังมีเส้นทางอื่นที่เหมาะกับเรามากกว่านี้หรือไม่
การได้ลองทำหลายอย่างและเจอบริบทที่หลากหลาย อาจช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นความถนัดของตัวเองชัดขึ้น
บางคนอาจค้นพบว่าตนเองเหมาะกับงานที่ต้องสื่อสารกับผู้คน บางคนอาจเหมาะกับงานวิเคราะห์ บางคนอาจชอบงานที่ต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือบางคนอาจพบว่าตนเองต้องการสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีอิสระมากกว่าเดิม การเปลี่ยนเส้นทางจึงไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว หากเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจตัวเองให้ลึกขึ้น
คุณซิกเว่ใช้ประสบการณ์ชีวิตของตนเองเป็นตัวอย่างว่า เขาเติบโตในฟาร์มเล็ก ๆ บนภูเขาในนอร์เวย์ เคยถูกคาดหวังให้รับช่วงต่อฟาร์มของครอบครัว แต่เมื่อได้ลองทำจริงกลับพบว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ตนเองรัก จากนั้นเขาเปลี่ยนไปเป็นครู เป็นนักการเมือง และในที่สุดมาทำงานในประเทศไทย
เรื่องเล่านี้ทำให้เห็นว่า เส้นทางอาชีพของคนคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเดินเป็นเส้นตรงเสมอไป การเปลี่ยนเส้นทางไม่ได้แปลว่าล้มเหลว แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาว่าอะไรเหมาะกับตัวเองจริง ๆ หลายครั้งความเข้าใจตัวเองไม่ได้เกิดจากการคิดอยู่ในหัวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำ ลองอยู่กับงานบางแบบ ลองเจอปัญหาบางอย่าง และค่อย ๆ รู้ว่าอะไรทำให้เรารู้สึกมีพลัง หรืออะไรไม่ใช่เส้นทางของเรา
ในโลกการทำงานยุคใหม่ เส้นทางอาชีพอาจไม่ได้เริ่มจากจุด A แล้วเดินไปสู่จุด B อย่างเป็นระเบียบ หากเป็นเส้นทางที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ โอกาส และความเข้าใจตัวเองที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การยอมรับว่าเส้นทางชีวิตไม่จำเป็นต้องตรงเสมอไป จึงอาจช่วยให้คนรุ่นใหม่กล้าทดลองมากขึ้น และไม่ตีค่าความเปลี่ยนแปลงทุกครั้งว่าเป็นความผิดพลาด
คุณซิกเว่เสนอว่า งานที่ดีสำหรับคนเริ่มต้นทำงานคือ งานที่ทำให้ได้เจอโจทย์จริง ได้รับผิดชอบสิ่งใหม่ และได้พัฒนาความสามารถของตัวเอง ไม่ใช่งานที่ดูดีจากชื่อบริษัทหรือตำแหน่งเพียงอย่างเดียว เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวจะสำคัญกว่าการยึดติดกับภาพลักษณ์ภายนอกของงาน
สำหรับเด็กจบใหม่ การเลือกงานจึงอาจไม่ควรถามเพียงว่า “งานนี้ดูดีแค่ไหน” แต่ควรถามว่า “งานนี้จะทำให้เราเก่งขึ้นอย่างไร” “เราจะได้เจอโจทย์แบบไหน” “มีพื้นที่ให้ลองผิดลองถูกหรือไม่” และ “สภาพแวดล้อมนี้ช่วยให้เราเป็นคนทำงานที่ดีขึ้นหรือเปล่า” เพราะงานที่ดูมั่นคงหรือมีชื่อเสียง อาจไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป หากไม่เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้หรือพัฒนาตัวเอง
ในทางกลับกัน งานบางงานอาจไม่ได้ดูหวือหวาตั้งแต่แรก แต่เปิดโอกาสให้ได้ทำงานจริง ได้รับความไว้วางใจ ได้เจอปัญหาที่ท้าทาย และได้เรียนรู้จากคนรอบตัว งานลักษณะนี้อาจมีคุณค่ามากสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นอาชีพ เพราะช่วยสร้างฐานทักษะและความเข้าใจโลกการทำงานที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว
หัวข้อต่อมาของการพูดคุยขยับจากคำถามเรื่องการเริ่มต้นอาชีพไปสู่โจทย์ใหญ่ของโลกการทำงานยุคใหม่ นั่นคือ AI และทักษะแห่งอนาคต วงสนทนาไม่ได้มอง AI อย่างตื่นตระหนกหรือมองว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่ชวนให้เห็นว่า AI จะเปลี่ยนรูปแบบของงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยีนี้ให้มากพอที่จะใช้มันเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพของตัวเอง
ประเด็นเรื่อง AI สำคัญเป็นพิเศษสำหรับนักศึกษาที่กำลังเข้าสู่โลกการทำงาน เพราะพวกเขาไม่ได้กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานแบบเดิม แต่กำลังเข้าสู่โลกที่วิธีทำงาน วิธีเรียนรู้ และวิธีสร้างคุณค่ากำลังเปลี่ยนไปพร้อมกัน งานบางอย่างที่เคยใช้เวลานานอาจถูกทำให้เร็วขึ้น งานบางประเภทอาจถูกแทนที่บางส่วน ขณะเดียวกันงานใหม่ ๆ ก็อาจเกิดขึ้นจากความสามารถของคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็น คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า AI จะเปลี่ยนอะไร แต่คือคนรุ่นใหม่จะวางตัวเองอย่างไรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้
AI ไม่ได้ทำให้มนุษย์หมดความหมายในโลกการทำงาน แต่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของงานและอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานบางประเภทอาจหายไป ขณะเดียวกันงานรูปแบบใหม่ก็จะเกิดขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะมาแย่งงานหรือไม่ แต่คือเราพร้อมที่จะเรียนรู้และใช้ AI เพื่อขยายศักยภาพของตัวเองแล้วหรือยัง
การมอง AI ในลักษณะนี้ช่วยให้คนรุ่นใหม่ไม่ติดอยู่กับความกลัวเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมองเห็นบทบาทของตัวเองในฐานะผู้ใช้ ผู้ตั้งคำถาม และผู้กำหนดทิศทางของเทคโนโลยี เพราะแม้ AI จะทำงานบางอย่างได้เร็วและแม่นยำขึ้น แต่คุณค่าของมนุษย์ยังอยู่ที่การคิดเชิงบริบท การตัดสินใจ การเข้าใจผู้คน และการมองเห็นความหมายของงานที่กำลังทำ
ในโลกการทำงานยุคใหม่ คนที่น่าจะได้เปรียบอาจไม่ใช่คนที่รู้เทคโนโลยีลึกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคนที่เข้าใจว่าจะนำเทคโนโลยีไปใช้แก้ปัญหาอย่างไร ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงานตรงไหน และใช้โดยไม่ละทิ้งวิจารณญาณของมนุษย์อย่างไร AI จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเครื่องมือ แต่เป็นเรื่องของวิธีคิด วิธีถาม และวิธีทำงานร่วมกับเทคโนโลยี
คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทุกคน แต่ควรเข้าใจพื้นฐานของ AI เช่น การเขียน prompt การรู้จักโมเดลต่าง ๆ และการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับงาน เพราะ AI กำลังกลายเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับทุกสาขาอาชีพ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาชีพสายคอมพิวเตอร์เท่านั้น
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใช้ AI เป็น” แต่ต้อง “คิดเป็น ถามเป็น และเลือกใช้เป็น” เพราะประสิทธิภาพของ AI ขึ้นอยู่กับความสามารถของมนุษย์ในการตั้งคำถาม ให้บริบท และกำหนดเป้าหมายของงาน มุมมองหนึ่งที่น่าสนใจในวงสนทนาคือการเปรียบ AI เป็นเหมือน “เด็กที่ฉลาดมาก” แต่ยังต้องการมนุษย์คอยชี้นำ หากถามคำถามไม่ชัด ให้บริบทไม่พอ หรือไม่รู้ว่าจะใช้ AI เพื่อเป้าหมายใด ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่ดีเท่าที่ควร แต่หากผู้ใช้ตั้งคำถามและออกแบบบริบทได้ดี AI ก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก
ดังนั้น ทักษะ AI จึงไม่ใช่เพียงการรู้จักเครื่องมือยอดนิยม หรือใช้คำสั่งพื้นฐานได้เท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการประเมินผลลัพธ์ ตรวจสอบความถูกต้อง เห็นข้อจำกัดของเทคโนโลยี และรู้ว่าเมื่อใดควรใช้หรือไม่ควรใช้ AI สิ่งเหล่านี้จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อ AI เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานหลากหลายประเภท ตั้งแต่งานเอกสาร งานวิเคราะห์ งานสร้างสรรค์ งานสื่อสาร ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงธุรกิจ
วงสนทนาชวนมองว่า เมื่อ AI ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดเร็วขึ้น คนทำงานในอนาคตไม่สามารถยึดติดกับความรู้หรือทักษะเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป สิ่งที่สำคัญมากขึ้นคือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ เข้าใจหลายบริบท และปรับวิธีทำงานให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
สำหรับคนรุ่นใหม่ นี่หมายความว่าการเรียนรู้ไม่ได้จบลงในวันที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัย แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานอย่างต่อเนื่อง ความรู้บางอย่างอาจล้าสมัยเร็วขึ้น เครื่องมือบางอย่างอาจเปลี่ยนไปภายในเวลาไม่นาน และรูปแบบงานบางประเภทอาจถูกออกแบบใหม่ตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่การมีทักษะชุดเดียวแล้วใช้ไปตลอดชีวิต แต่คือการมีความสามารถในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ขณะเดียวกัน ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแม้เทคโนโลยีจะเก่งขึ้นมาก แต่การทำงานจริงยังต้องอาศัยการสื่อสาร การตัดสินใจร่วมกันภายในองค์กร และการเข้าใจผู้คน AI จึงอาจเปลี่ยนรูปแบบของงาน แต่ไม่ได้ลบความสำคัญของมนุษย์ออกจากการทำงาน ตรงกันข้าม ยิ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทักษะที่ทำให้มนุษย์เข้าใจมนุษย์ด้วยกันเองก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน
บทสนทนาเริ่มขยับจากเรื่องทักษะ การทำงาน และอนาคตของอาชีพ ไปสู่คำถามที่ลึกขึ้นว่า สุดท้ายแล้ว “งาน” ควรมีความหมายอย่างไรต่อชีวิตของคนคนหนึ่ง เพราะแม้โลกการทำงานจะเปลี่ยนเร็วเพียงใด สิ่งที่หลายคนยังตามหาคือการใช้ชีวิตที่รู้สึกมีคุณค่า มีความสุข และไม่หลงลืมความหมายของสิ่งที่ทำ
ประเด็นนี้ทำให้เวที “จบแล้วไปไหน?” ไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามเรื่องการหางานหรือการเตรียมทักษะเท่านั้น แต่ขยายไปสู่คำถามเรื่องคุณภาพชีวิต ความสุข ความมั่นคง และนิยามความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ เพราะสำหรับหลายคน ชีวิตหลังเรียนจบไม่ได้มีความหมายแค่การได้งานทำ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดูแลครอบครัว การมีสุขภาพที่ดี การมีอิสระในการใช้ชีวิต และการได้ทำสิ่งที่รู้สึกว่ามีความหมายต่อตัวเอง
เมื่อบทสนทนาขยับไปสู่เรื่องการทำงานระยะยาวและการเกษียณ มีการเสนอมุมมองว่างานไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่เงินเดือน ตำแหน่ง หรือความมั่นคง แต่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา ได้ใช้ความสามารถ และรู้สึกว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่มีความหมาย
คุณทอยหยิบแนวคิด “work like play” หรือการทำงานที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ทำสิ่งที่รักขึ้นมาอธิบายว่า หากคนเราพบงานที่รัก งานอาจไม่ใช่ภาระที่ต้องอดทนรอวันเลิกงานหรือวันเกษียณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทำให้รู้สึกมีคุณค่าและเติบโต
มุมมองนี้ไม่ได้หมายความว่าเงินหรือความมั่นคงไม่สำคัญ เพราะทั้งสองอย่างยังเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้คนคนหนึ่งดูแลชีวิตของตัวเองและครอบครัวได้ แต่เวทีนี้ชวนให้คิดต่อว่า สิ่งเหล่านั้นอาจไม่เพียงพอ หากงานที่ทำไม่เชื่อมโยงกับความหมายบางอย่างในชีวิต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “งานนี้ได้เงินเท่าไร” หรือ “งานนี้มั่นคงไหม” แต่คือ “งานนี้ยังทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตและพัฒนาตัวเองต่อไปหรือไม่”
การมองงานในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เพียงแหล่งรายได้ ยังช่วยให้คนรุ่นใหม่กลับมาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างงานกับตัวตนของตัวเอง งานที่ดีอาจไม่ใช่งานที่สมบูรณ์แบบหรือสนุกตลอดเวลา แต่อาจเป็นงานที่ทำให้รู้สึกว่าความพยายามของตนเองมีความหมาย ได้สร้างคุณค่าบางอย่าง และยังเปิดพื้นที่ให้ตัวเองเติบโตทั้งในฐานะคนทำงานและในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
ช่วงที่นิสิตนักศึกษาแบ่งปันความหวังของตัวเอง ทำให้เห็นว่าชีวิตหลังเรียนจบไม่ได้มีเพียงเรื่องงาน บางคนหวังถึงอาชีพที่มั่นคง รายได้สูง และความสามารถในการดูแลครอบครัว ขณะที่บางคนให้ความสำคัญกับความสุข สุขภาพ และการเดินทาง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกวัดด้วยเงินหรือตำแหน่งเท่านั้น แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต อิสระ ความสุข และความหมายส่วนตัวด้วย
เมื่อมีการถามว่า หากต้องเลือกระหว่าง “รวย” กับ “มีความสุข” จะเลือกอะไร คำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตัดสินคำตอบของใคร แต่ชวนให้คนรุ่นใหม่ทบทวนว่าชีวิตที่ดีควรถูกวัดด้วยอะไร แน่นอนว่าเงินเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงและการดูแลครอบครัว แต่หากเงินกลายเป็นเป้าหมายเดียวของชีวิต ก็อาจต้องถามต่อว่า ความสุข สุขภาพ ความหมาย และคุณภาพชีวิตอยู่ตรงไหนในเส้นทางนั้น
ความน่าสนใจของคำถามนี้คือ มันสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้มองความสำเร็จแบบมิติเดียวอีกต่อไป ความสำเร็จอาจหมายถึงการมีรายได้ที่ดี แต่ก็อาจหมายถึงการมีเวลาพักผ่อน การได้อยู่กับครอบครัว การได้เดินทาง การมีสุขภาพใจที่ดี หรือการได้ทำงานที่สอดคล้องกับคุณค่าของตัวเอง นิยามเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน และไม่มีคำตอบใดที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว
ด้วยเหตุนี้ คำถาม “จบแล้วไปไหน?” จึงไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนอาจมีนิยามของชีวิตที่ดีต่างกัน บางคนอาจอยากเติบโตในองค์กรใหญ่ บางคนอาจอยากสร้างธุรกิจของตัวเอง บางคนอาจอยากทำงานที่ได้ช่วยเหลือผู้คน และบางคนอาจเพียงต้องการชีวิตที่มั่นคง สงบ และมีความสุขมากพอ การยอมรับว่าความสำเร็จมีหลายรูปแบบ จึงเป็นอีกบทเรียนสำคัญของเวทีนี้
บทเรียนสำคัญจาก HOPE CLUB “จบแล้วไปไหน?” คือ คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทุกอย่างตั้งแต่วันแรกหลังเรียนจบ เพราะชีวิตหลังมหาวิทยาลัยไม่ใช่ข้อสอบที่มีคำตอบถูกเพียงข้อเดียว แต่เป็นเส้นทางที่ค่อย ๆ เปิดออกผ่านการทำงาน การเรียนรู้ การผิดพลาด การเปลี่ยนใจ และการทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่การรู้ทันทีว่าจะไปไหน แต่คือการมีท่าทีที่พร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ เข้าใจโลกที่เปลี่ยนเร็ว กล้าตั้งคำถามกับเส้นทางของตัวเอง และไม่หยุดพัฒนาความสามารถที่จำเป็นต่ออนาคต ทั้งทักษะการทำงาน ทักษะด้านเทคโนโลยี ทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และทักษะการดูแลความหมายของชีวิตตัวเอง
ท้ายที่สุดแล้ว คำถาม “จบแล้วไปไหน?” อาจไม่ได้ต้องการคำตอบที่ตายตัวเพียงคำตอบเดียว หากเป็นคำถามที่ชวนให้แต่ละคนค่อย ๆ ทำความเข้าใจตัวเองผ่านการทำงาน การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตจริง และบางที สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้ว่าจะไปไหนทันที อาจคือการรู้ว่าเราอยากเติบโตไปเป็นคนแบบไหนในระหว่างทาง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง