ตลาดงานเปลี่ยน Gen Z เจอด่านหิน หางานยากกว่าคนรุ่นก่อน

ตลาดงานเปลี่ยน Gen Z เจอด่านหิน หางานยากกว่าคนรุ่นก่อน

Gen Z ไม่ได้บ่นเกินจริง ข้อมูลชี้เด็กจบใหม่ยุคนี้หางานแรกยากกว่าคนรุ่น Millennials เพราะตลาดงานเปลี่ยนและประสบการณ์กลายเป็นกำแพงใหญ่

SHORT CUT

  • Gen Z หางานแรกยากกว่าคนรุ่นก่อนจริง บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากยังไม่มีงานหลังเรียนจบ ขณะที่คนรุ่นก่อนอย่าง Millennials หรือ Gen X มีโอกาสได้งานก่อนหรือหลังจบเร็วกว่า
  • งานเริ่มต้นลดลง และบริษัทคาดหวังประสบการณ์มากขึ้น ตำแหน่ง entry-level ที่เคยเป็นพื้นที่ฝึกงานของเด็กจบใหม่ถูกลดบทบาทลง ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีและ AI ทำงานพื้นฐานแทนได้ ทำให้คนจบใหม่เจอปัญหา ‘ไม่มีประสบการณ์จึงไม่ได้งาน แต่ไม่มีงานก็ไม่มีทางได้ประสบการณ์’
  • การหางานยุคนี้ไม่ได้แข่งแค่เรซูเม่ แต่แข่งที่การมองเห็นด้วย Gen Z ต้องใช้หลายช่องทาง ทั้ง LinkedIn เว็บไซต์หางาน โซเชียลมีเดีย และ personal branding เพื่อให้ตัวเองถูกเห็นในตลาดแรงงานที่แข่งขันสูงกว่าเดิม

Gen Z ไม่ได้บ่นเกินจริง ข้อมูลชี้เด็กจบใหม่ยุคนี้หางานแรกยากกว่าคนรุ่น Millennials เพราะตลาดงานเปลี่ยนและประสบการณ์กลายเป็นกำแพงใหญ่

ช่วงหลังเรามักได้ยินเสียงวิจารณ์ Gen Z ว่า ‘เลือกงานเกินไป’ ‘ไม่อดทน’ หรือ ‘แค่ทำงานออฟฟิศ 5 วันก็ยังบ่น’ แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังเจออาจไม่ใช่แค่ความรู้สึกไปเอง เพราะข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า การหางานแรกของ Gen Z ยากกว่าคนรุ่น Millennials และ Gen X อย่างเห็นได้ชัด

รายงานของ Kickresume สำรวจคน 1,277 คน เพื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ‘บัณฑิตจบใหม่’ กับคนที่เข้าสู่โลกการทำงานมาก่อน พบตัวเลขที่น่าสนใจมาก คือ บัณฑิตจบใหม่ในช่วงปี 2024–2025 ถึง 58% ยังหางานแรกไม่ได้หลังเรียนจบ ขณะที่คนรุ่นก่อนมีเพียง 25% ที่เคยอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าย้อนกลับไปในยุคของ Millennials หรือ Gen X การเรียนจบแล้วได้งานอาจไม่ได้ง่ายเสมอไป แต่ก็ยังมีโอกาส ‘เดินเข้าสู่ตลาดแรงงาน’ ได้เร็วกว่าเด็กรุ่นนี้มาก

อีกตัวเลขที่สะท้อนภาพชัด คือ คนรุ่นก่อนเกือบ 40% มีงานประจำรออยู่แล้วตั้งแต่ก่อนพิธีรับปริญญา แต่สำหรับบัณฑิตจบใหม่ยุคนี้ มีเพียง 12% เท่านั้นที่ได้งานเต็มเวลาก่อนจบการศึกษา หมายความว่า Gen Z มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตหลังเรียนจบแบบ ‘ยังไม่มีงานรองรับ’ มากกว่าคนรุ่นก่อนหลายเท่า

ทำไมตลาดงานวันนี้ถึงยากขึ้น?

หนึ่งในคำตอบสำคัญคือ โลกการจ้างงานเปลี่ยนไปมาก งานระดับเริ่มต้น หรือ entry-level jobs ที่เคยเป็นบันไดขั้นแรกให้เด็กจบใหม่ได้เรียนรู้ กำลังถูกลดจำนวนลงในหลายอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทใช้เทคโนโลยีและ AI เข้ามาทำงานพื้นฐานแทนงานที่เคยเป็นของพนักงานรุ่นจูเนียร์ เช่น งานเอกสาร งานวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น งานเขียน งานประสานงาน หรือภารกิจซ้ำ ๆ ที่เคยใช้คนใหม่ฝึกฝน

ผลคือ เด็กจบใหม่ถูกคาดหวังให้ ‘พร้อมทำงานทันที’ มากขึ้น ทั้งที่ยังไม่มีพื้นที่ให้สะสมประสบการณ์เหมือนเดิม

นี่จึงเกิดปัญหาคลาสสิกที่คนหางานจำนวนมากคุ้นเคยดี คือ บริษัทต้องการคนมีประสบการณ์ แต่คนจบใหม่ไม่มีโอกาสได้ประสบการณ์ เพราะไม่มีใครรับเข้าทำงานตั้งแต่แรก รายงานของ Kickresume ระบุว่า 65% ของบัณฑิตจบใหม่มองว่า ‘ประสบการณ์’ คืออุปสรรคใหญ่ที่สุดในการหางานแรก สูงกว่าคนรุ่นก่อนที่ตอบแบบเดียวกัน 44%

นอกจากนั้น การสมัครงานยุคนี้ยังไม่ใช่แค่ส่งเรซูเม่แล้วรอสัมภาษณ์อีกต่อไป หลายบริษัทใช้ระบบคัดกรองอัตโนมัติ แบบทดสอบบุคลิกภาพ การประเมินหลายรอบ หรือแม้แต่โจทย์แปลก ๆ เพื่อคัดผู้สมัครก่อนถึงมือคนจริง ๆ ทำให้การหางานกลายเป็นงานประจำอีกงานหนึ่งของคนจบใหม่ บางคนต้องส่งใบสมัครจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้แม้แต่โอกาสสัมภาษณ์

ในขณะเดียวกัน ช่องทางหางานก็เปลี่ยนไป คนรุ่นก่อนอาจพึ่งเว็บสมัครงานหรือการยื่นเรซูเม่ตรงกับบริษัท แต่ Gen Z ต้องใช้หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ทั้ง LinkedIn เว็บไซต์หางาน โซเชียลมีเดีย เครือข่ายส่วนตัว รวมถึงการสร้าง personal branding เพื่อให้ตัวเองถูกมองเห็น

ข้อมูลจาก Kickresume พบว่า บัณฑิตจบใหม่ 57% ใช้ LinkedIn ในการหางาน ขณะที่คนรุ่นก่อนมีเพียง 29% ส่วนการใช้โซเชียลมีเดียหางานเพิ่มจาก 7% ในกลุ่มคนรุ่นก่อน เป็น 26% ในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ สะท้อนว่า การหางานยุคนี้ไม่ได้แข่งกันแค่คุณสมบัติ แต่แข่งกันที่ ‘การมองเห็น’ ด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ตลาดงานจะยากขึ้น แต่ Gen Z ไม่ได้หมดหวังเสมอไป รายงานพบว่า 41% ของบัณฑิตจบใหม่บอกว่าตัวเองมั่นใจเต็มที่ในการเข้าสู่โลกการทำงาน และอีก 40% บอกว่ามั่นใจ แต่ยังมีความกังวลอยู่บ้าง

ความกังวลหลัก ๆ ก็ไม่ได้ต่างจากคนรุ่นก่อนมากนัก เช่น กลัวตัวเองไม่เก่งพอ กลัวสัมภาษณ์ไม่ผ่าน กลัวถูกปฏิเสธ กลัวทำงานพลาด หรือกลัวไม่ได้ทำงานตรงสายที่เรียนมา เพียงแต่แรงกดดันเหล่านี้เกิดขึ้นในตลาดที่แข่งขันสูงขึ้น งานน้อยลง และเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ การบอกว่า Gen Z ‘ไม่อดทน’ อาจเป็นการมองปัญหาง่ายเกินไป เพราะสิ่งที่คนรุ่นนี้เผชิญไม่ใช่แค่การหางานธรรมดา แต่เป็นตลาดงานที่โครงสร้างเปลี่ยนไปแล้ว

ปริญญายังมีคุณค่า แต่ไม่ใช่ใบรับประกันงานเหมือนในอดีต เรซูเม่ยังจำเป็น แต่ไม่พอถ้าไม่มีทักษะการเล่าเรื่องตัวเอง LinkedIn และโซเชียลมีเดียกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ ขณะที่ AI ทำให้หลายงานเริ่มต้นหายไปหรือต้องการทักษะสูงขึ้นตั้งแต่วันแรก

ที่มา : fortune

related