
SHORT CUT
ความหมายและประวัติศาสตร์ 'พระโกศทองใหญ่' สัญลักษณ์แห่งพระเกียรติยศสูงสุดที่อัญเชิญมาทรงพระศพ "มหาวัชรราชธิดา" ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ไทย
ในเวลาอันน่าโทมนัสของปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน "พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9" ทรงพระศพ พร้อมพระราชทานพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 7 ชั้น) กางกั้น ซึ่งถือเป็นการถวายพระเกียรติยศในระดับสูงสุดตามโบราณราชประเพณี
หากย้อนมองประวัติศาสตร์ 'พระโกศทองใหญ่' องค์แรกถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2351 เพื่อใช้สำหรับพระบรมศพของพระองค์เอง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระโกศทองใหญ่องค์ที่ 2 ขึ้นเพื่อทดแทนองค์เดิมที่ชำรุด โดยมีศักดิ์เสมอด้วยพระโกศทองใหญ่องค์แรกทุกประการ เพื่อรองรับกรณีที่มีเจ้านายศักดิ์สูงสิ้นพระชนม์พร้อมกัน
เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปกว่า 200 ปี พระโกศทองใหญ่ทั้ง 2 องค์เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมลงตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. 2542-2543 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้าง 'พระโกศทองใหญ่องค์ใหม่' ขึ้นมา เพื่อสืบสานงานช่างศิลป์โบราณไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา
พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9 องค์นี้ เป็นการผสมผสานความงดงามระหว่างศิลปะในสมัยรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 5 เข้าด้วยกัน ตัวโครงสร้างทำจากไม้สักทองแกะสลักหุ้มด้วยทองคำอย่างวิจิตรบรรจง ประดับด้วยเพชรรัสเซียและพลอยขาวตลอดทั้งองค์ ทำให้เกิดแสงระยิบระยับขับเน้นลวดลายไทยที่อ่อนช้อย สะท้อนถึงทักษะช่างชั้นสูงในยุคปัจจุบัน
การอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9 มาทรงพระศพ 'มหาวัชรราชธิดา' ในครั้งนี้ นับเป็น ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ โดยครั้งแรกถูกอัญเชิญมาใช้ในงานพระศพของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2551 สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถวายพระเกียรติยศ แต่ยังเป็น 'พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต' ที่ทำให้คนรุ่นหลังได้เห็นและภาคภูมิใจในรากเหง้าของไทย