
SHORT CUT
วันต่อต้านการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ชวนคุยกับผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm เมื่อคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทิ้งบาดแผลไว้ตลอดชีวิต
เนื่องในวันนี้เป็น วันต่อต้านการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Stop Cyberbullying Day) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการกลั่นแกล้งและการคุกคามบนโลกดิจิทัล รวมถึงส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัยและเคารพสิทธิของผู้อื่น
ทีม SPRiNG พาไปพูดคุยกับคุณ สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล CEO และผู้ก่อตั้งองค์กร Stop Online Harm ถึงสถานการณ์การกลั่นแกล้งและการคุกคามออนไลน์ในประเทศไทย ผลกระทบที่อาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนหน้าจอ ตลอดจนแนวทางช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงในโลกดิจิทัล
จุดเริ่มต้นมาจากการได้เห็นผลกระทบของเทคโนโลยีต่อชีวิตคนจริง ๆ ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานกับกลุ่ม Tech Startup ทำให้มีโอกาสเดินทางไปทำงานมาแล้วกว่า 15 ประเทศ รวมถึงประเทศเมียนมา
คุณสายใจเล่าว่าในช่วงที่อยู่เมียนมา เราได้ทำงานเกี่ยวกับวิกฤตการณ์โรฮิงญา ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้ได้เห็นกับตาตัวเองว่า ความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ไม่ได้จบอยู่เพียงบนหน้าจอ แต่สามารถนำไปสู่ความรุนแรงและการเข่นฆ่ากันในชีวิตจริงได้
ข้อมูลเท็จ การปลุกปั่น และ Hate Speech หรือวาทกรรมสร้างความเกลียดชังที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดียในเวลานั้น มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นความเกลียดชังต่อเพื่อนมนุษย์ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรมและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในภูมิภาค
ในช่วงเวลานั้น เราจึงเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดันและเรียกร้องให้ Facebook ออกมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการกดดันให้เพิ่มทีมงานที่พูดภาษาท้องถิ่นเข้ามาตรวจสอบ การลงทุนในระบบจัดการเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง รวมถึงการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights Impact Assessment จากการดำเนินงานของแพลตฟอร์ม
การผลักดันดังกล่าวประสบความสำเร็จ และทำให้ Facebook ก่อตั้งทีม Human Rights ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ
ประสบการณ์ตรงในครั้งนั้นทำให้เราตระหนักว่า เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเรื่องของแอปพลิเคชัน โค้ด หรืออัลกอริทึมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเนื้อหนังมังสาของผู้คน สิทธิมนุษยชน และบางครั้งก็เป็นเรื่องของความเป็นความตายของมนุษย์ด้วยซ้ำ
ต่อมา เราได้รับการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วโลกให้ได้รับทุน Ford Fellowship เพื่อไปศึกษาต่อด้านนโยบายเทคโนโลยีที่ Harvard Kennedy School สหรัฐอเมริกา การได้ไปเรียนที่ฮาร์วาร์ดทำให้เราได้เห็นภาพที่กว้างขึ้นในระดับโครงสร้าง และมองเห็นอีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีและ AI อย่างลึกซึ้งว่า แม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับโลก แต่หากแพลตฟอร์มขาดความรับผิดชอบ และสังคมขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม เทคโนโลยีตัวเดียวกันก็สามารถสร้างบาดแผลและทำลายผู้คนได้อย่างรุนแรง
Cyberbullying หรือการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ คือการใช้เทคโนโลยี เช่น โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชันแชต หรือเกมออนไลน์ เพื่อคุกคาม ล้อเลียน ด่าทอ ปล่อยข่าวลือ เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว หรือทำให้ผู้อื่นอับอาย
สิ่งที่แตกต่างจากการบูลลี่ในอดีตคือ วันนี้เด็กคนหนึ่งอาจถูกกลั่นแกล้งจากคนหลายร้อยหรือหลายพันคนพร้อมกัน และเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถคงอยู่บนอินเทอร์เน็ตไปได้อีกนาน แม้เด็กจะปิดโทรศัพท์หรือกลับบ้านแล้ว ความรุนแรงก็ยังสามารถติดตามไปได้
เด็กจำนวนมากจึงต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และการสูญเสียความมั่นใจ ในบางกรณียังกระทบต่อการเรียน ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิตในระยะยาว
ผลกระทบเหล่านี้ทำให้หลายประเทศเริ่มทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือออสเตรเลีย ซึ่งได้ผ่านกฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่อังกฤษมีการผลักดันมาตรการคุ้มครองเด็กออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการตรวจสอบอายุของผู้ใช้งาน และการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเราไม่ได้มองว่าการแบนหรือห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียเป็นคำตอบของปัญหา เพราะเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การเรียนรู้ และการเข้าสังคมของเด็กไปแล้ว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ‘จะกันเด็กออกจากโลกออนไลน์อย่างไร’ แต่คือ ‘จะทำอย่างไรให้เด็กสามารถอยู่ในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย’
สิ่งที่เราอยากเห็นมากกว่าคือ การสร้างทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล หรือ Digital Literacy ให้กับเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย สอนให้เด็กเข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยงของโลกออนไลน์ รู้จักปกป้องข้อมูลส่วนตัว รู้เท่าทันอัลกอริทึม เข้าใจว่าพฤติกรรมแบบใดคือการคุกคามออนไลน์ และรู้ว่าควรขอความช่วยเหลือจากใครเมื่อเกิดปัญหา
ขณะเดียวกัน ผู้ปกครอง โรงเรียน บริษัทเทคโนโลยี และภาครัฐ ต้องเข้ามามีบทบาทร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัย เพราะเราไม่ควรปล่อยให้เด็กต้องรับมือกับความรุนแรงบนโลกดิจิทัลเพียงลำพัง
ท้ายที่สุดแล้ว การปกป้องเด็กในยุคดิจิทัลไม่ใช่การปิดประตูไม่ให้เด็กเข้าไปในโลกออนไลน์ แต่คือการทำให้เด็กมีความรู้ ทักษะ และระบบสนับสนุนที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
สถานการณ์ Cyberbullying และการคุกคามออนไลน์ หรือ Online Harassment ในประเทศไทยขณะนี้ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตและน่าเป็นห่วงอย่างมาก สถิติเด็กไทยที่เผชิญกับปัญหานี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตคือ รูปแบบของความรุนแรงมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการที่เด็กคนหนึ่งถูกล้อเลียนในโรงเรียนแล้วเหตุการณ์จบลง แต่การคุกคามบนโลกดิจิทัลสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ต่อให้เด็กปิดโทรศัพท์หรือกลับมาอยู่ในห้องนอนที่บ้าน ความรุนแรงก็ยังตามไปหลอกหลอนผ่านหน้าจอได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการข่มขู่ว่าจะปล่อยภาพ หรือนำข้อมูลส่วนตัวของผู้ถูกกระทำไปเผยแพร่ประจาน ยิ่งสร้างความวิตกกังวล ความเครียดสะสม และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเยาวชนไทยในระยะยาวอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน
รายงานและผลสำรวจระดับนานาชาติระบุว่า ประเทศไทยมีสถิติเด็กและเยาวชนที่เคยเผชิญหน้าหรือตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่และการคุกคามทางออนไลน์สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชีย โดยมักอยู่ในกลุ่มห้าอันดับแรก ร่วมกับประเทศอย่างอินเดียและเกาหลีใต้
ข้อมูลวิจัยด้านเด็กและเยาวชนในประเทศไทยยังระบุว่า มีเด็กไทยมากกว่า 40–50% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มสำรวจที่เปิดเผยว่า ตนเองเคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการถูก Cyberbullying ไม่ว่าจะเป็นการด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย การตั้งกลุ่มนินทาหรือขับออกจากกลุ่ม ไปจนถึงการตัดต่อภาพเพื่อล้อเลียน
ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า เยาวชนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของการคุกคามออนไลน์มีแนวโน้มเผชิญกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลสูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยถูกกระทำอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่สถิติการโทรเข้าสายด่วนสุขภาพจิตเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ก็มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี
ผู้ที่กำลังถูกกลั่นแกล้งหรือคุกคามออนไลน์สามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างไร
สิ่งที่เราค้นพบคือ แม้การคุกคามออนไลน์จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนอย่างรุนแรง แต่กลับมีองค์กรจำนวนน้อยมากที่ให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหา
หลายคนไม่รู้ว่าจะไปแจ้งเหตุที่ไหน ไม่รู้ว่าควรเก็บหลักฐานอย่างไร หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร
หลังจากเรียนจบจาก Harvard เราจึงก่อตั้ง Stop Online Harm ขึ้น เพื่อสร้าง ‘Online Ambulance’ หรือ ‘รถพยาบาลออนไลน์’ ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับผู้ที่ถูกคุกคามทางออนไลน์ โดยให้การสนับสนุนทั้งด้านเทคนิค กฎหมาย ความปลอดภัยดิจิทัล และสุขภาพจิตไว้ในที่เดียว
ภายในระยะเวลาเพียงสองปี โครงการได้ขยายการทำงานจากประเทศไทยไปยังเมียนมา ลาว และกัมพูชา พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากการคุกคามออนไลน์แล้วมากกว่า 1,000 คน ตั้งแต่นักข่าว นักการเมือง ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงเด็กและเยาวชน
เหตุผลสำคัญคือ เมื่อเยาวชนถูกคุกคามหรือถูกบูลลี่ออนไลน์ พวกเขามักรู้สึกเคว้งคว้างและไม่รู้ว่าจะหันไปพึ่งใคร โครงการดังกล่าวจึงได้รับรางวัลจาก UNFPA Asia Safety Showcase ซึ่งเป็นเวทีคัดเลือกนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
หลัก ๆ คือเราจะเข้าไปช่วยเหลือในสามด้านที่ผู้ถูกกระทำต้องการมากที่สุดในขณะนั้น ได้แก่
ถึงผู้ที่กำลังถูกบูลลี่ คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
เราอยากบอกน้อง ๆ หรือทุกคนที่กำลังเผชิญกับเรื่องนี้ว่า อย่าปล่อยให้คำพูดที่ใจร้าย ความเกลียดชัง หรือการกระทำของคนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา มาลดทอนคุณค่าในตัวเราเด็ดขาด
บาดแผลที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เจ็บปวดมาก แต่อยากให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ยังมีคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาจะผ่านไป และเมื่อวันหนึ่งเรามองย้อนกลับมา สิ่งนี้จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น
โครงการ Online Ambulance พร้อมยืนเคียงข้าง พร้อมรับฟัง สนับสนุน และช่วยเหลือน้อง ๆ ทุกวิถีทาง เพื่อพาให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อโครงการได้ที่ Facebook: Stop Online Harm Thailand
https://www.facebook.com/StoponlineharmThailand
เราอยากให้ลองหยุดคิดและเอาใจเขามาใส่ใจเราสักนิด ก่อนที่จะพิมพ์หรือแชร์อะไรลงไป
คำพูดหรือพฤติกรรมที่อาจคิดว่า ‘ทำไปขำ ๆ’ หรือ ‘แค่สนุกและสะใจ’ อาจกลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่เข้าไปทำลายชีวิต ทำลายอนาคต และสร้างบาดแผลลึกในจิตใจของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งไปตลอดชีวิต
อย่าลืมว่าโลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีผลตามมา ทุกโพสต์ ทุกความคิดเห็น และทุกการแชร์ ล้วนทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ
ก่อนจะพิมพ์อะไรลงไป ลองหยุดคิดสักนิด เพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำร้ายใครบางคนได้มากกว่าที่คิด และการกระทำบนโลกออนไลน์ก็มีความรับผิดชอบทางกฎหมายเช่นเดียวกับการกระทำในโลกจริง