หยุด Cyberbullying Online Ambulance ทางรอดของผู้ถูกคุกคามออนไลน์

หยุด Cyberbullying Online Ambulance ทางรอดของผู้ถูกคุกคามออนไลน์

วันต่อต้านการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ชวนคุยกับผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm เมื่อคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทิ้งบาดแผลไว้ตลอดชีวิต

SHORT CUT

  • Cyberbullying ไม่ได้จบแค่บนหน้าจอ เพราะสามารถติดตามผู้ถูกกระทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง และส่งผลต่อความเครียด ความวิตกกังวล การเรียน ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิตในระยะยาว
  • สถานการณ์ในไทยอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง เด็กและเยาวชนจำนวนมากเคยเผชิญการด่าทอ ปล่อยข่าวลือ ประจานข้อมูลส่วนตัว หรือตัดต่อภาพเพื่อสร้างความอับอาย จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ และบริษัทเทคโนโลยี
  • ผู้ถูกคุกคามไม่ควรต้องรับมือเพียงลำพัง โครงการ Online Ambulance ของ Stop Online Harm ให้ความช่วยเหลือทั้งการลบเนื้อหาที่เป็นอันตราย การดูแลสุขภาพจิต และการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย

วันต่อต้านการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ชวนคุยกับผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm เมื่อคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทิ้งบาดแผลไว้ตลอดชีวิต

เนื่องในวันนี้เป็น วันต่อต้านการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Stop Cyberbullying Day) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการกลั่นแกล้งและการคุกคามบนโลกดิจิทัล รวมถึงส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัยและเคารพสิทธิของผู้อื่น

ทีม SPRiNG พาไปพูดคุยกับคุณ สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล CEO และผู้ก่อตั้งองค์กร Stop Online Harm ถึงสถานการณ์การกลั่นแกล้งและการคุกคามออนไลน์ในประเทศไทย ผลกระทบที่อาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนหน้าจอ ตลอดจนแนวทางช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงในโลกดิจิทัล

จุดเริ่มต้นมาจากการได้เห็นผลกระทบของเทคโนโลยีต่อชีวิตคนจริง ๆ ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานกับกลุ่ม Tech Startup ทำให้มีโอกาสเดินทางไปทำงานมาแล้วกว่า 15 ประเทศ รวมถึงประเทศเมียนมา

คุณสายใจเล่าว่าในช่วงที่อยู่เมียนมา เราได้ทำงานเกี่ยวกับวิกฤตการณ์โรฮิงญา ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้ได้เห็นกับตาตัวเองว่า ความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ไม่ได้จบอยู่เพียงบนหน้าจอ แต่สามารถนำไปสู่ความรุนแรงและการเข่นฆ่ากันในชีวิตจริงได้

ข้อมูลเท็จ การปลุกปั่น และ Hate Speech หรือวาทกรรมสร้างความเกลียดชังที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดียในเวลานั้น มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นความเกลียดชังต่อเพื่อนมนุษย์ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรมและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในภูมิภาค

ในช่วงเวลานั้น เราจึงเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดันและเรียกร้องให้ Facebook ออกมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการกดดันให้เพิ่มทีมงานที่พูดภาษาท้องถิ่นเข้ามาตรวจสอบ การลงทุนในระบบจัดการเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง รวมถึงการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights Impact Assessment จากการดำเนินงานของแพลตฟอร์ม

การผลักดันดังกล่าวประสบความสำเร็จ และทำให้ Facebook ก่อตั้งทีม Human Rights ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ

ประสบการณ์ตรงในครั้งนั้นทำให้เราตระหนักว่า เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเรื่องของแอปพลิเคชัน โค้ด หรืออัลกอริทึมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเนื้อหนังมังสาของผู้คน สิทธิมนุษยชน และบางครั้งก็เป็นเรื่องของความเป็นความตายของมนุษย์ด้วยซ้ำ

ต่อมา เราได้รับการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วโลกให้ได้รับทุน Ford Fellowship เพื่อไปศึกษาต่อด้านนโยบายเทคโนโลยีที่ Harvard Kennedy School สหรัฐอเมริกา การได้ไปเรียนที่ฮาร์วาร์ดทำให้เราได้เห็นภาพที่กว้างขึ้นในระดับโครงสร้าง และมองเห็นอีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีและ AI อย่างลึกซึ้งว่า แม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับโลก แต่หากแพลตฟอร์มขาดความรับผิดชอบ และสังคมขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม เทคโนโลยีตัวเดียวกันก็สามารถสร้างบาดแผลและทำลายผู้คนได้อย่างรุนแรง

Cyberbullying คืออะไร และแตกต่างจากการบูลลี่ในอดีตอย่างไร

Cyberbullying หรือการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ คือการใช้เทคโนโลยี เช่น โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชันแชต หรือเกมออนไลน์ เพื่อคุกคาม ล้อเลียน ด่าทอ ปล่อยข่าวลือ เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว หรือทำให้ผู้อื่นอับอาย

สิ่งที่แตกต่างจากการบูลลี่ในอดีตคือ วันนี้เด็กคนหนึ่งอาจถูกกลั่นแกล้งจากคนหลายร้อยหรือหลายพันคนพร้อมกัน และเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถคงอยู่บนอินเทอร์เน็ตไปได้อีกนาน แม้เด็กจะปิดโทรศัพท์หรือกลับบ้านแล้ว ความรุนแรงก็ยังสามารถติดตามไปได้

เด็กจำนวนมากจึงต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และการสูญเสียความมั่นใจ ในบางกรณียังกระทบต่อการเรียน ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิตในระยะยาว

ผลกระทบเหล่านี้ทำให้หลายประเทศเริ่มทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือออสเตรเลีย ซึ่งได้ผ่านกฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่อังกฤษมีการผลักดันมาตรการคุ้มครองเด็กออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการตรวจสอบอายุของผู้ใช้งาน และการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเราไม่ได้มองว่าการแบนหรือห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียเป็นคำตอบของปัญหา เพราะเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การเรียนรู้ และการเข้าสังคมของเด็กไปแล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ‘จะกันเด็กออกจากโลกออนไลน์อย่างไร’ แต่คือ ‘จะทำอย่างไรให้เด็กสามารถอยู่ในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย’

สิ่งที่เราอยากเห็นมากกว่าคือ การสร้างทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล หรือ Digital Literacy ให้กับเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย สอนให้เด็กเข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยงของโลกออนไลน์ รู้จักปกป้องข้อมูลส่วนตัว รู้เท่าทันอัลกอริทึม เข้าใจว่าพฤติกรรมแบบใดคือการคุกคามออนไลน์ และรู้ว่าควรขอความช่วยเหลือจากใครเมื่อเกิดปัญหา

ขณะเดียวกัน ผู้ปกครอง โรงเรียน บริษัทเทคโนโลยี และภาครัฐ ต้องเข้ามามีบทบาทร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัย เพราะเราไม่ควรปล่อยให้เด็กต้องรับมือกับความรุนแรงบนโลกดิจิทัลเพียงลำพัง

ท้ายที่สุดแล้ว การปกป้องเด็กในยุคดิจิทัลไม่ใช่การปิดประตูไม่ให้เด็กเข้าไปในโลกออนไลน์ แต่คือการทำให้เด็กมีความรู้ ทักษะ และระบบสนับสนุนที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ 

ปัจจุบันสถานการณ์ Cyberbullying ในประเทศไทยน่าเป็นห่วงมากเพียงใด

สถานการณ์ Cyberbullying และการคุกคามออนไลน์ หรือ Online Harassment ในประเทศไทยขณะนี้ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตและน่าเป็นห่วงอย่างมาก สถิติเด็กไทยที่เผชิญกับปัญหานี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตคือ รูปแบบของความรุนแรงมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการที่เด็กคนหนึ่งถูกล้อเลียนในโรงเรียนแล้วเหตุการณ์จบลง แต่การคุกคามบนโลกดิจิทัลสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ต่อให้เด็กปิดโทรศัพท์หรือกลับมาอยู่ในห้องนอนที่บ้าน ความรุนแรงก็ยังตามไปหลอกหลอนผ่านหน้าจอได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการข่มขู่ว่าจะปล่อยภาพ หรือนำข้อมูลส่วนตัวของผู้ถูกกระทำไปเผยแพร่ประจาน ยิ่งสร้างความวิตกกังวล ความเครียดสะสม และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเยาวชนไทยในระยะยาวอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน

รายงานและผลสำรวจระดับนานาชาติระบุว่า ประเทศไทยมีสถิติเด็กและเยาวชนที่เคยเผชิญหน้าหรือตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่และการคุกคามทางออนไลน์สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชีย โดยมักอยู่ในกลุ่มห้าอันดับแรก ร่วมกับประเทศอย่างอินเดียและเกาหลีใต้

ข้อมูลวิจัยด้านเด็กและเยาวชนในประเทศไทยยังระบุว่า มีเด็กไทยมากกว่า 40–50% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มสำรวจที่เปิดเผยว่า ตนเองเคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการถูก Cyberbullying ไม่ว่าจะเป็นการด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย การตั้งกลุ่มนินทาหรือขับออกจากกลุ่ม ไปจนถึงการตัดต่อภาพเพื่อล้อเลียน

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า เยาวชนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของการคุกคามออนไลน์มีแนวโน้มเผชิญกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลสูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยถูกกระทำอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่สถิติการโทรเข้าสายด่วนสุขภาพจิตเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ก็มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี 

Online Ambulance ระบบช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับผู้ถูกคุกคามออนไลน์

ผู้ที่กำลังถูกกลั่นแกล้งหรือคุกคามออนไลน์สามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างไร

สิ่งที่เราค้นพบคือ แม้การคุกคามออนไลน์จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนอย่างรุนแรง แต่กลับมีองค์กรจำนวนน้อยมากที่ให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหา

หลายคนไม่รู้ว่าจะไปแจ้งเหตุที่ไหน ไม่รู้ว่าควรเก็บหลักฐานอย่างไร หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร

หลังจากเรียนจบจาก Harvard เราจึงก่อตั้ง Stop Online Harm ขึ้น เพื่อสร้าง ‘Online Ambulance’ หรือ ‘รถพยาบาลออนไลน์’ ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับผู้ที่ถูกคุกคามทางออนไลน์ โดยให้การสนับสนุนทั้งด้านเทคนิค กฎหมาย ความปลอดภัยดิจิทัล และสุขภาพจิตไว้ในที่เดียว

ภายในระยะเวลาเพียงสองปี โครงการได้ขยายการทำงานจากประเทศไทยไปยังเมียนมา ลาว และกัมพูชา พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากการคุกคามออนไลน์แล้วมากกว่า 1,000 คน ตั้งแต่นักข่าว นักการเมือง ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงเด็กและเยาวชน

เหตุผลสำคัญคือ เมื่อเยาวชนถูกคุกคามหรือถูกบูลลี่ออนไลน์ พวกเขามักรู้สึกเคว้งคว้างและไม่รู้ว่าจะหันไปพึ่งใคร โครงการดังกล่าวจึงได้รับรางวัลจาก UNFPA Asia Safety Showcase ซึ่งเป็นเวทีคัดเลือกนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

หลัก ๆ คือเราจะเข้าไปช่วยเหลือในสามด้านที่ผู้ถูกกระทำต้องการมากที่สุดในขณะนั้น ได้แก่

  1. การลบเนื้อหาที่เป็นอันตราย หรือ Removal of Harmful Content
  2. เราช่วยประสานงานเพื่อลบหรือระงับเนื้อหาที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นข้อความบูลลี่ ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความโจมตี ออกจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้เร็วที่สุด
  3. การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต หรือ Mental Health Support
  4. เรามีทีมดูแล ฟื้นฟู และเยียวยาสภาพจิตใจ เพราะบาดแผลทางใจที่เกิดขึ้นจากโลกออนไลน์สามารถสร้างความรุนแรงและฝังลึกอยู่ภายในจิตใจของผู้ถูกกระทำได้
  5. การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย หรือ Legal Advice
  6. เราให้คำปรึกษาและคำแนะนำด้านกฎหมายอย่างถูกต้อง ตั้งแต่วิธีการเก็บหลักฐาน ไปจนถึงช่องทางในการดำเนินคดี เพื่อไม่ให้เด็กและผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับปัญหานี้อย่างโดดเดี่ยว

ถึงผู้ที่กำลังถูกบูลลี่ คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

มีข้อคิดหรือมุมมองใดที่อยากฝากถึงผู้ที่กำลังถูกบูลลี่อยู่ในขณะนี้

เราอยากบอกน้อง ๆ หรือทุกคนที่กำลังเผชิญกับเรื่องนี้ว่า อย่าปล่อยให้คำพูดที่ใจร้าย ความเกลียดชัง หรือการกระทำของคนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา มาลดทอนคุณค่าในตัวเราเด็ดขาด

บาดแผลที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เจ็บปวดมาก แต่อยากให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ยังมีคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาจะผ่านไป และเมื่อวันหนึ่งเรามองย้อนกลับมา สิ่งนี้จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

โครงการ Online Ambulance พร้อมยืนเคียงข้าง พร้อมรับฟัง สนับสนุน และช่วยเหลือน้อง ๆ ทุกวิถีทาง เพื่อพาให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อโครงการได้ที่ Facebook: Stop Online Harm Thailand
https://www.facebook.com/StoponlineharmThailand 

สิ่งที่อยากฝากถึงผู้ที่กำลังบูลลี่ผู้อื่น

เราอยากให้ลองหยุดคิดและเอาใจเขามาใส่ใจเราสักนิด ก่อนที่จะพิมพ์หรือแชร์อะไรลงไป

คำพูดหรือพฤติกรรมที่อาจคิดว่า ‘ทำไปขำ ๆ’ หรือ ‘แค่สนุกและสะใจ’ อาจกลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่เข้าไปทำลายชีวิต ทำลายอนาคต และสร้างบาดแผลลึกในจิตใจของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งไปตลอดชีวิต

อย่าลืมว่าโลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีผลตามมา ทุกโพสต์ ทุกความคิดเห็น และทุกการแชร์ ล้วนทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ

ก่อนจะพิมพ์อะไรลงไป ลองหยุดคิดสักนิด เพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำร้ายใครบางคนได้มากกว่าที่คิด และการกระทำบนโลกออนไลน์ก็มีความรับผิดชอบทางกฎหมายเช่นเดียวกับการกระทำในโลกจริง

related