
SHORT CUT
เมื่อความเป็นอินเตอร์เซ็กส์ไม่ได้อยู่นอกศาสนา ‘นาดา ไชยจิตต์’ กับการรักษาตัวตน ต่อสู้เพื่อสิทธิ และยืนยันศรัทธาในอิสลามจนลมหายใจสุดท้าย
ปัจจุบัน สังคมเปิดกว้างและยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในมิติของกฎหมาย การทำงาน สื่อ และการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนสามารถเปิดเผยตัวตนและแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตนได้มากกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม การยอมรับดังกล่าวยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ทางศาสนา ซึ่งเรื่องเพศ ความเชื่อ และการตีความหลักคำสอนยังคงถูกมองว่าเป็นประเด็นที่ขัดแย้งกัน
วันนี้ เราชวนพูดคุยกับคุณ ‘นาดา ไชยจิตต์’ นักกิจกรรมอินเตอร์เซ็กส์ (Intersex) และผู้หญิงข้ามเพศ ถึงประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก การถูกกำหนดเพศ การยอมรับจากครอบครัว การเลือกปฏิบัติในระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน ตลอดจนเส้นทางการขับเคลื่อนประเด็นความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ศาสนา เพื่อสำรวจว่า คนคนหนึ่งจะรักษาทั้งตัวตนและศรัทธาของตนไว้ได้อย่างไร ท่ามกลางสังคมที่ยังพยายามบังคับให้ทั้งสองสิ่งต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
คุณนาดาเล่าว่าอินเตอร์เซ็กซ์หมายถึงบุคคลที่เกิดมาพร้อมกับลักษณะทางเพศทางชีวภาพบางประการ ซึ่งไม่ตรงตามกรอบของเพศชายหรือเพศหญิงเพียงด้านเดียว อาจเป็นความหลากหลายของโครโมโซม ฮอร์โมน อวัยวะสืบพันธุ์ภายใน หรือลักษณะของอวัยวะเพศภายนอก โดยแต่ละคนอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
อินเตอร์เซ็กซ์มีความหลากหลายมาก บางคนอาจมีโครโมโซม XY แต่ร่างกายพัฒนาในลักษณะหญิง เพราะเซลล์ไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชาย บางคนมีรูปลักษณ์เป็นชายหรือหญิง แต่มีฮอร์โมนหรือระบบสืบพันธุ์แตกต่างจากคนทั่วไป จึงไม่สามารถตัดสินว่าใครเป็นเพศใดจากรูปลักษณ์หรือโครโมโซมเพียงอย่างเดียว
เราคิดว่าตัวเองค่อนข้างโชคดี เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ฝั่งพ่อเดิมนับถือศาสนาพุทธ ก่อนจะเข้ารับอิสลามเมื่อแต่งงานกับแม่ ส่วนครอบครัวฝั่งแม่เป็นมุสลิมและมีบรรพบุรุษเป็นครูสอนศาสนา
ตอนเด็กๆ เราจึงได้สัมผัสความงดงามของความศรัทธาทั้งสองฝั่ง เวลาปิดเทอม หากไปอยู่กับญาติฝั่งพ่อ เราก็จะได้เห็นการเข้าวัด ตักบาตร และทำบุญตามวิถีพุทธ แต่เมื่อกลับไปอยู่กับคุณตา คุณยาย คุณป้า และญาติฝั่งแม่ที่นครศรีธรรมราช เราก็จะได้ใช้ชีวิตในชุมชนมุสลิม
การเติบโตท่ามกลางสองวัฒนธรรมทำให้เราเรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่า ความศรัทธาของแต่ละคนสามารถอยู่ร่วมกันได้
เนื่องจากเราเกิดมาเป็นอินเตอร์เซ็กซ์ ครอบครัวจึงรับรู้ในระดับหนึ่งว่าร่างกายของเราแตกต่างจากเด็กทั่วไป และพยายามดูแลเราด้วยความละเอียดอ่อน แม้ในครอบครัวจะมีช่วงเวลาที่ไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคุณพ่อซึ่งเติบโตมากับค่านิยมเรื่องความเป็นชายและความเชื่อว่ามนุษย์มีเพียงสองเพศ แต่ต่อมาพ่อก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง จากคนที่เคยปฏิเสธและไม่เข้าใจ กลายเป็นคนที่สนับสนุนเราอย่างเต็มที่
ช่วงอายุประมาณ 17–18 ปี เราเริ่มกลับมาศึกษาและปฏิบัติศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง ทั้งการเข้าไปในมัสยิดและการถือศีลอด เพราะอยากหาคำตอบว่า เหตุใดร่างกายของเราจึงแตกต่างจากคนอื่น
ในตอนนั้น เรายังไม่รู้เลยว่าตำราศาสนาอิสลามมีการกล่าวถึงบุคคลที่มีลักษณะทางเพศหลากหลาย หรืออินเตอร์เซ็กซ์เอาไว้ เมื่อได้รู้ว่าศาสนาอิสลามรับรู้การมีอยู่ของคนอย่างเรา ความรู้สึกที่มีต่อตัวเองก็เปลี่ยนไป เราเริ่มเข้าใจว่าไม่ได้ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง และตัวตนของเราก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากศาสนา
แม้ในช่วงเวลานั้น เรายังต้องละหมาดในพื้นที่ของผู้ชาย และยังรู้สึกไม่สบายใจกับทั้งร่างกายและตัวตนของตัวเอง แต่การได้รู้ว่าศาสนายอมรับการมีอยู่ของคนที่เกิดมาพร้อมความแตกต่างทางเพศ ก็ทำให้เรามีกำลังใจที่จะค้นหาคำตอบต่อไป ทั้งจากหลักศาสนาและความรู้ทางการแพทย์
ตอนอยู่ในครอบครัวหรือชุมชนมุสลิมที่เราเติบโตมา เราไม่เคยเจอใครเดินมาชี้หน้าแล้วบอกว่าเราเป็นกะเทย เราบาป หรือเราจะต้องตกนรก แม้บางคนอาจเป็นห่วงหรือพูดถึงเราอยู่บ้าง แต่เขายังบอกให้เรารักษาศรัทธา ให้ละหมาด และเชื่อว่าพระเจ้าจะเปิดทางให้เราเองเสมอ
แต่พอเราออกมาเจอสังคมภายนอก โดยเฉพาะเมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ เรากลับได้ยินคำว่า ‘บาป’ บ่อยมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูเหมือนจะถูกตีความว่าเป็นบาปไปหมด
เราถูกล้ออยู่สองเรื่องพร้อมกันค่ะ เรื่องแรกคือการที่เราดูหน่อมแน้มและมีลักษณะคล้ายผู้หญิง คนจะถามว่าเป็นตุ๊ดหรือเปล่า หรือพูดว่าเราเป็นตุ๊ดที่แปลก เพราะเราไม่ได้กรี๊ดกร๊าด ไม่ได้แต่งหน้า และไม่ได้แสดงออกเหมือนภาพจำของกะเทยในเวลานั้น
อีกเรื่องคือการเป็นมุสลิม เราถูกเพื่อนล้อเรื่องหมู บางคนเอาหมูมาแกล้ง หรือพูดในลักษณะว่ามุสลิมกลัวหมู เราจึงโดนทั้งเรื่องเพศและเรื่องศาสนา
ตอนนั้นเราตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมอัตลักษณ์ของเราถึงถูกสังคมภายนอกใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายเรา แต่เมื่อกลับไปบ้านญาติหรือกลับไปอยู่ในชุมชนที่ครอบครัวฝั่งแม่อาศัยอยู่ เรากลับรู้สึกปลอดภัยกว่า
มันเป็นประสบการณ์ที่ทรมานมาก เพราะร่างกายของเราถูกมองเป็นสิ่งประหลาดที่คนอื่นมีสิทธิ์เข้ามาตรวจสอบ ทั้งที่ไม่มีใครมีสิทธิ์ทำแบบนั้นกับเรา
เรากลายเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนและไม่ค่อยไว้ใจใคร ตอนเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีธรรมเนียมให้เพื่อนเขียนสมุด Friendship ให้กัน คนอื่นอาจมองว่าเป็นของที่ระลึกที่สวยงาม แต่สำหรับเรา บางหน้ากลับเต็มไปด้วยข้อความที่ทำร้ายจิตใจ
บางคนเขียนว่าไม่รู้ว่าเราเป็นเพศอะไร หรือใช้ถ้อยคำดูถูกเกี่ยวกับความแตกต่างทางเพศของเรา เราจึงฉีกหรือเผาบางหน้าทิ้ง และเก็บไว้เฉพาะข้อความจากคนที่เขียนถึงเราด้วยความจริงใจ
เมื่อถามว่าช่วงเวลาที่แย่ๆ คุณนาดาทำอย่างให้ตัวเองผ่านพนไปได้ คุณนาดาตอบว่า พยายามวางตัวให้เรียบร้อย ตั้งใจเรียน และไม่สร้างปัญหา เพราะพบว่าวิธีนี้ช่วยให้เราถูกทำร้ายน้อยลง
เราถูกบ่มเพาะมาในครอบครัว จึงรู้จักกิริยาและการวางตัวอยู่แล้ว แต่เมื่อออกไปอยู่ในสังคม สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเกราะป้องกันตัวเอง เรารู้ว่า ถ้าเราเรียนดี พูดจาดี และทำตัวสงบ คนอาจยอมรับเรามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม วิธีคิดแบบนี้ก็มีปัญหา เพราะทำให้สังคมแบ่งคนหลากหลายทางเพศออกเป็นคนที่ ‘เรียบร้อยและยอมรับได้’ กับคนที่แสดงออกแล้วถูกมองว่าไม่ดี เราไม่เคยคิดว่าคนที่แสดงออกมากกว่าเราสมควรถูกทำร้าย เพียงแต่ในเวลานั้น เราจำเป็นต้องหาวิธีเอาตัวรอดของตัวเอง
เพราะของเราไม่ตรงกับกรอบชายหรือหญิงที่สังคมคุ้นเคย ก็ยิ่งแทบไม่มีพื้นที่ให้ยืน ช่วงอายุยี่สิบกว่าๆ เพื่อนช่วยฝากให้ไปทำงานในโรงงานอาหารของบริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ แม้ประเทศต้นทางจะมีความก้าวหน้าเรื่องความเท่าเทียม แต่เมื่อมาดำเนินงานในวัฒนธรรมองค์กรแบบไทย เรากลับต้องขอร้องฝ่ายบุคคลไม่ให้ใส่คำนำหน้าชื่อในบัตรพนักงาน เพราะกลัวถูกนำไปล้อเลียน
เหตุการณ์ที่กระทบใจมากที่สุดเกิดขึ้นตอนสมัครเป็นพนักงานประจำ บริษัทเปิดรับสองตำแหน่ง ตำแหน่งหนึ่งระบุว่ารับผู้หญิง อีกตำแหน่งระบุว่ารับผู้ชาย เมื่อเราสมัครตำแหน่งแรก ฝ่ายบุคคลบอกว่า ‘คุณไม่ใช่ผู้หญิง’ แต่พอขอสมัครอีกตำแหน่ง เขาก็บอกว่า ‘คุณก็ไม่ใช่ผู้ชาย’ คำตอบนั้นทำให้เรารู้สึกว่า ในสายตาของระบบการจ้างงาน เราไม่สามารถอยู่ตรงไหนได้เลย เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นชัดว่า การเลือกปฏิบัติต่อคนหลากหลายทางเพศไม่ใช่เพียงเรื่องตัวตน แต่เป็นเรื่องงาน รายได้ และปากท้องโดยตรง
หลังจากนั้น เราเริ่มเข้าไปทำงานอาสาสมัครในกลุ่มความหลากหลายทางเพศ และต่อมาได้ทำงานด้านเอชไอวี ซึ่งทำให้ต้องเรียนรู้การพูดเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในขบวนการ เรากลับพบว่าตัวเองแตกต่างจากภาพจำของคนอื่น เพราะไม่ได้มีบุคลิกหรือจริตแบบกะเทยตามที่สังคมคุ้นเคย เราต้องมาเรียนรู้วิธีเข้าสังคมและวัฒนธรรมบางอย่างในช่วงอายุยี่สิบกว่า แต่สุดท้ายก็พบว่า ความเป็นกะเทยและความหลากหลายทางเพศมีหลายเฉด ไม่มีใครจำเป็นต้องแสดงออกหรือมีวิถีชีวิตเหมือนกันทั้งหมด
เรากลับถูกตั้งคำถามจากคนในขบวนการด้วยกัน บางคนกล่าวหาว่าเราเป็นอินเตอร์เซ็กส์ปลอม หรือเป็นกะเทยที่อ้างความเป็นอินเตอร์เซ็กส์
มันทำให้เราเห็นว่า คนที่ทำงานเพื่อสังคมไม่ได้เป็นคนดีทุกคน พวกเขายังมีความอิจฉา ความต้องการอำนาจ และสามารถสร้างพื้นที่ที่เป็นพิษได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป
เมื่อรู้สึกว่าพื้นที่นั้นเป็นพิษมากเกินไป เราจึงหันมาทำงานอย่างอิสระมากขึ้น ทำงานของตัวเอง และกลับไปเรียนกฎหมาย เพราะมองว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ แม้จะถอยออกจากบางองค์กร แต่เราไม่ได้หยุดขับเคลื่อน เพียงเปลี่ยนมาทำงานในแบบที่เป็นอิสระ และเชื่อว่าขบวนการที่พูดเรื่องความหลากหลายต้องเริ่มจากการยอมรับความแตกต่างภายในกลุ่มของตัวเองก่อน ไม่ใช่เรียกร้องให้สังคมหยุดตัดสิน แต่กลับมาตัดสินกันเอง
คุณนาดาเล่าว่า ถึงชีวิตจะยากลำบาก แต่ประเด็นสำคัญที่อยากผลักดันมากที่สุดคือกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ และกฎหมายคุ้มครองบุคคลที่มีความหลากหลายของลักษณะทางเพศ โดยเฉพาะคนอินเตอร์เซ็กส์
เราอยากให้คนข้ามเพศ คนที่อยู่นอกกรอบชาย–หญิง และคนอินเตอร์เซ็กส์ มีสิทธิเลือกหรือกำหนดเพศของตัวเองได้ ไม่ใช่ถูกคนอื่นเลือกให้ตั้งแต่เกิด แล้วต้องใช้ชีวิตอยู่กับการตัดสินใจนั้นไปตลอด
สำหรับเด็กอินเตอร์เซ็กส์ เราอยากให้สังคมชะลอการกำหนดเพศและการแทรกแซงร่างกายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน จนกว่าเด็กจะเติบโตและสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองได้
ปัญหาในประเทศไทยคือ เด็กต้องถูกแจ้งเกิดและระบุเพศภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด พ่อแม่จึงมักต้องเลือกแทนลูกว่าจะให้เป็นชายหรือหญิง ทั้งที่เด็กอาจมีลักษณะทางเพศที่ไม่ได้อยู่ในสองกล่องนั้น เมื่อเลือกแล้ว เด็กก็ถูกเลี้ยงดูและบังคับให้แสดงออกตามเพศที่ผู้ใหญ่กำหนดให้
เราเชื่อในความเมตตาของพระเจ้า และเชื่อว่าศาสนาควรนำมนุษย์กลับไปสู่สันติภาพ เราพูดถึงเรื่องสันติและกล่าวคำอวยพรให้เกิดสันติแก่กันอยู่ทุกวัน แต่หลายสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้สะท้อนถึงสันติภาพเลย เราจึงอยากชวนทุกคนกลับมาอยู่บนหลักการพื้นฐานของศาสนาอีกครั้ง
นั่นคือการศรัทธาด้วยเหตุผล ศรัทธาด้วยความรัก และปฏิบัติต่อกันด้วยความเมตตา พระเจ้าไม่ได้สร้างมวลมนุษยชาติขึ้นมาจากความเกลียดชัง แล้วเหตุใดเราจึงต้องเกลียดชังหรือประหัตประหารกันถึงเพียงนั้น
ท้ายที่สุดแล้ว เราควรกลับมาใช้ชีวิตและทำงานอยู่บนพื้นฐานของความรัก ความเมตตา และการให้อภัย เพราะความเกลียดชังไม่เคยสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้
เรายังคงเป็นมุสลิม และยังคงเรียกตัวเองว่าเป็นมุสลิมอยู่เสมอ เรายังคงพยายามปฏิบัติตามหลักศาสนา แม้บางครั้งหนทางนี้จะยากลำบากเพียงใด เราก็ยังคงพยายามต่อไป
มีบทขอพรบทหนึ่งที่เราใช้วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอว่า ขออย่าให้เราหลงไปสู่การดูหมิ่นศาสนา และขอให้ในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เรายังคงจากโลกนี้ไปในฐานะมุสลิม