
SHORT CUT
เบื้องหลังความนุ่มฟูของ 'มูมิน' คือจดหมายรักของชาว LGBTQ+ พาถอด 4 รหัสลับ Queer Coding ที่เปลี่ยนความเจ็บปวดของชาวเควียร์ สู่การ์ตูนเด็กผู้เป็นเซฟโซนของความหลากหลาย
หากพูดถึง ‘มูมิน’ หลายคนอาจจะนึกถึงเจ้าโทร์ลสีขาวหน้าตาคล้ายกับฮิปโปโปเตมัส ฮิปโปโปเตมัส ที่ใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์และสงบสุขในหุบเขาอันแสนอบอุ่นร่วมกับผองเพื่อนประหลาดๆ แต่รู้ไหมว่า ภายใต้ลายเส้นที่นุ่มฟู น่ารัก และนิทานก่อนนอนที่เด็กๆ ทั่วโลกหลงรัก กลับมีเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ความรักที่ไม่สมหวัง และความเจ็บปวดทางเพศของผู้แต่งเอาไว้
ย้อนกลับไปในประเทศฟินแลนด์ช่วงทศวรรษที่ 1940 ถึง 1950 ท่ามกลางบรรยากาศที่เพิ่งฟื้นตัวจากสงครามโลก สังคมฟินแลนด์ยังมีกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่า การเป็นรักร่วมเพศถือเป็น ‘อาชญากรรม’ ที่ต้องระวางโทษ และในทางการแพทย์ก็ยังตีตราว่ามันคืออาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง
ในยุคนั้น ‘ตูเว ยานซอน’ (Tove Jansson) ศิลปินและผู้ให้กำเนิดมูมิน ได้ตกหลุมรักอย่างสุดหัวใจกับผู้กำกับละครเวทีหญิงที่ชื่อ ‘วิวีก้า แบนด์เลอร์’ (Vivica Bandler) ความซับซ้อนไม่ได้มีแค่เรื่องเพศสภาพ แต่ตัววิวีก้าเองก็แต่งงานและมีสามีบังหน้าอยู่แล้วตามบรรทัดฐานของสังคม ความรักของพวกเธอจึงเป็น ความรักต้องห้ามที่ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม ไม่อาจเดินจับมือกันบนท้องถนน หรือแม้แต่เปิดเผยให้ใครในโลกภายนอกรับรู้ได้
เมื่อในยุคนั้นไม่ได้มีพื้นที่ให้กับกลุ่ม LGBTQ+ ตูเวจึงใช้วิธีที่เรียกว่า ‘Queer Coding’ หรือการนำรหัสลับของชาวเควียร์ไปซ่อนไว้ในผลงานศิลปะ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจและเป็นสื่อกลางในการส่งจดหมายรัก นี่คือการเจาะลึก 5 รหัสลับในจักรวาลมูมิน สู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับความหลากหลายทางเพศที่มาก่อนกาล
ทอฟสลันและวิฟสลัน (Thingumy & Bob) ภาพสะท้อนของคู่รักที่ต้องหลบซ่อน
ในวรรณกรรมมูมินตอน Finn Family Moomintroll (1948) มีการปรากฏตัวของคาแรคเตอร์คู่หูไซส์มินิสองตัวที่มักจะเดินจับมือกันแน่น ตัวติดกันตลอดเวลา และมีท่าทีหวาดระแวงโลกภายนอกอยู่เสมอ เจ้าตัวจิ๋วสองคนนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาลอยๆ แต่พวกมันคือภาพแทนของตูเวและวิวีก้าในชีวิตจริง คือภาพสะท้อนของการใช้ชีวิตแบบหลบซ่อนของคู่รักเพศเดียวกันที่ต้องคอยระวังสายตาของคนนอกที่จ้องจับผิดตลอดเวลา
ภาษาประหลาด กำแพงภาษาที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องความรัก
ความน่าสนใจของคาแรคเตอร์คู่นี้ ไม่ใช่แค่การหลบซ่อนตัว แต่คือวิธีการสื่อสาร ทอฟสลันและวิฟสลันมักจะซุบซิบและหัวเราะคิกคักกันอยู่ในโลกส่วนตัว โดยใช้ภาษาประหลาด ที่ชอบเติมคำแปลกๆ ต่อท้ายประโยค ซึ่งคนอื่นๆ ในหุบเขามูมินฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย มันคือภาพสะท้อนของ ‘ภาษาลับหรือสแลง’ ที่กลุ่ม LGBTQ+ ในอดีตต้องคิดค้นขึ้นมาเพื่อสื่อสารและจีบกันโดยไม่ให้ตำรวจรู้
ทับทิมสีเลือดเม็ด สัญลักษณ์ของความรักที่ต้องปิดตาย
อัญมณีล้ำค่าที่ต้องล็อกกุญแจซ่อนไว้ คือสัญลักษณ์ของ 'ความรักเพศเดียวกัน' ที่สวยงามแต่สังคมไม่อนุญาตให้เปิดเผย ตลอดทั้งเรื่อง สิ่งที่ทอฟสลันและวิฟสลันขาดไม่ได้คือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ทั้งคู่ต้องหอบหิ้วไปด้วยทุกที่ พวกเขามีอาการ ‘หวงแหนกระเป๋าใบนี้จนเข้าขั้นแพนิก’ และมักใช้มันเป็นโต๊ะกินข้าว นั่งทับมัน และถึงขั้นนอนกอดทับกระเป๋าไว้ในตอนกลางคืน ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนเข้าใกล้ จนกระทั่งเฉลยว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในคือ ‘ทับทิมสีเลือดเม็ดใหญ่ที่งดงามที่สุดในโลก’
ในหนังสือชีวประวัติระดับมาสเตอร์พีซ Tove Jansson Life, Art, Words ศาสตราจารย์ Boel Westin ได้ตีความไว้ว่าทับทิม คือสัญลักษณ์ของความรักเพศเดียวกัน มันเป็นความรักที่งดงามและล้ำค่าสำหรับคนสองคน แต่พวกเธอกลับไม่ได้รับอนุญาตให้นำอัญมณีชิ้นนี้ออกมาสวมใส่อวดใครๆ ได้ และจำใจต้องซ่อนมันไว้ในกระเป๋าเดินทางที่ล็อกกุญแจแน่นหนา อาการหวาดระแวงของตัวละคร จึงสะท้อนถึงความกลัวที่ชาวเควียร์มีต่อสังคม ว่าความลับอันมีค่าที่สุดของพวกเขาจะถูกกระชากออกไปกางแผ่ให้โลกเห็น
หุบเขามูมิน พื้นที่ที่โอบรับความหลากหลาย
ตูเว ยานซอน ได้ขยายจินตนาการเพื่อสร้างหุบเขามูมิน ให้กลายเป็นโลกอุดมคติ และพื้นที่ สำหรับชนกลุ่มน้อยทุกคน จุดเด่นที่สุดของหุบเขามูมินคือ การมีประชากรที่นิสัยหลุดโลกแต่กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างประหลาด ที่นี่ไร้การตีกรอบเรื่องเพศสภาพ ไม่ว่าจะมีนิสัยใจคออย่างไร หรือเป็นใคร สถานที่แห่งนี้ก็พร้อมโอรับทุกความหลากหลาย โดยมี มูมินมัมม่า คุณแม่ผู้อบอุ่นที่ไม่เคยกีดกันหรือตัดสินใคร ไม่ว่าแขกที่จะมาเยือนตรงหน้าจะเป็นใครมาจากไหน มูมินมัมม่าก็พร้อมที่จะเปิดประตูต้อนรับและอบแพนเค้กแสนอร่อย ให้ทานอยู่เสมอ
หุบเขาแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนโลกใบใหม่ที่นักเขียนสร้างขึ้นเพื่อทวงถึงสิทธิความเป็นตัวเองได้อย่างอิสระโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ความรักในชีวิตจริงระหว่างตูเว ยานซอน และวิวีก้า แบนด์เลอร์ จะต้องจบลง และไม่อาจไปถึงฝั่งฝันในฐานะคู่ชีวิตได้ ตูเวได้พบกับรักแท้ในเวลาต่อมากับศิลปินหญิง Tuulikki Pietilä ซึ่งเธอได้นำมาสร้างเป็นตัวละคร Too-ticki ผู้แสนอบอุ่นในมูมินเช่นกัน แต่ตูเวก็เลือกที่จะไม่ยอมจำนนต่อความโศกเศร้า เธอได้เปลี่ยนบาดแผลจากการถูกสังคมปฏิเสธ ให้กลายเป็นวรรณกรรมระดับมาสเตอร์พีซที่ทรงพลัง
ในปัจจุบันสังคม หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยได้ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ความหลากหลายทางเพศกลายเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่สาธารณะ ความรักของกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ใช่อาชญากรรม อาการป่วย หรือสิ่งที่ต้องซ่อนไว้เหมือนในยุคที่ตูเวต้องเผชิญ
มูมินไม่ได้เพียงแต่เป็นนิทานก่อน แต่มันคือความจริงที่สะท้อนว่ามนุษย์ทุกคนต้องการพื้นที่ที่อนุญาตให้เราได้เป็นตัวของตัวเองและพร้อมที่จะโอบรับทุกความหลากหลายของมนุษย์ทุกคน
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ความรักในชีวิตจริงระหว่างตูเว ยานซอน และวิวีก้า แบนด์เลอร์ จะต้องจบลง และไม่อาจไปถึงฝั่งฝันในฐานะคู่ชีวิตได้ ตูเวได้พบกับรักแท้ในเวลาต่อมากับศิลปินหญิง Tuulikki Pietilä ซึ่งเธอได้นำมาสร้างเป็นตัวละคร Too-ticki ผู้แสนอบอุ่นในมูมินเช่นกัน แต่ตูเวก็เลือกที่จะไม่ยอมจำนนต่อความโศกเศร้า เธอได้เปลี่ยนบาดแผลจากการถูกสังคมปฏิเสธ ให้กลายเป็นวรรณกรรมระดับมาสเตอร์พีซที่ทรงพลัง
ในปัจจุบันสังคม หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยได้ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ความหลากหลายทางเพศกลายเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่สาธารณะ ความรักของกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ใช่อาชญากรรม อาการป่วย หรือสิ่งที่ต้องซ่อนไว้เหมือนในยุคที่ตูเวต้องเผชิญ
มูมินไม่ได้เพียงแต่เป็นนิทานก่อน แต่มันคือความจริงที่สะท้อนว่ามนุษย์ทุกคนต้องการพื้นที่ที่อนุญาตให้เราได้เป็นตัวของตัวเองและพร้อมที่จะโอบรับทุกความหลากหลายของมนุษย์ทุกคน