
เปิดเส้นทางความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส พร้อมย้อน 3 ครั้งสำคัญที่พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เก่าแก่ที่สุดของไทย โดยมีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก่อนจะพัฒนาจากการแลกเปลี่ยนคณะทูตและการค้าขาย ไปสู่ความร่วมมือครอบคลุมทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และความมั่นคง
สายสัมพันธ์ดังกล่าวปรากฏเป็นรูปธรรมในปี พ.ศ. 2228 เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสทรงส่งคณะราชทูตนำโดยเชอวาลิเยร์ เดอ โชมงต์ เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาในปี พ.ศ. 2229 สยามได้ส่งคณะราชทูตซึ่งมีออกพระวิสุทธสุนทร หรือ ‘โกษาปาน’ เป็นราชทูต เดินทางไปฝรั่งเศสและเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซายส์
การเดินทางของคณะราชทูตสยามในครั้งนั้นสร้างความสนใจให้แก่สังคมฝรั่งเศสอย่างมาก ทั้งยังกลายเป็นภาพแทนของการพบกันระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะชะลอตัวลงหลังสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวยังคงมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
ในยุครัตนโกสินทร์ ไทยและฝรั่งเศสได้รื้อฟื้นและพัฒนาความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2399 ทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือ หรือที่เรียกว่า ‘สนธิสัญญามงติญี’ นับเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตสมัยใหม่ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
สนธิสัญญาฉบับนี้ช่วยเปิดทางให้เกิดการค้า การเดินเรือ และการติดต่อระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศมากขึ้น พร้อมกับเชื่อมโยงสยามเข้าสู่ระบบการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสเดินหน้าผ่านทั้งช่วงเวลาของความร่วมมือและความท้าทาย โดยเฉพาะในยุคล่าอาณานิคม แต่ทั้งสองประเทศยังสามารถรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตไว้ได้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาไปสู่การแลกเปลี่ยนในระดับราชวงศ์ ผู้นำรัฐบาล กองทัพ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน
พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ 3 ครั้ง
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ คือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งจนถึงปี พ.ศ. 2569 เกิดขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง
ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2440 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก การเสด็จฯ ครั้งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์การต่างประเทศของสยาม เพราะเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้นำประเทศมหาอำนาจ และแสดงให้เห็นว่าสยามเป็นรัฐเอกราชที่มีความทันสมัยและมีสถานะเท่าเทียมกับนานาอารยประเทศ
ครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2503 เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ โดยมีประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล ให้การต้อนรับ การเยือนครั้งนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในบริบทหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นในสังคมฝรั่งเศส
ส่วนครั้งที่สาม คือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน–2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอมานูเอล มาครง
การเสด็จฯ ครั้งนี้ถือเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์ไทยครั้งแรกในรอบ 66 ปี และตรงกับวาระครบรอบ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส นับตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญามงติญีเมื่อปี พ.ศ. 2399 อีกทั้งยังอยู่ในช่วงเวลาครบรอบประมาณ 340 ปีของการติดต่อทางการทูตระหว่างสยามกับฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วย
ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางประวัติศาสตร์หรือการทูตเชิงพิธีการ แต่ขยายไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลายด้าน
ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างสำคัญคือการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีฌาคส์ ชีรัค ในปี พ.ศ. 2549 การเยือนฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรีไทยในหลายวาระ รวมถึงการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 6 ปีในขณะนั้น
ล่าสุด ไทยและฝรั่งเศสเห็นชอบให้เดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างหุ้นส่วนไทย–ฝรั่งเศสระหว่างปี พ.ศ. 2569–2571 โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การศึกษา วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศกำลังเคลื่อนจากมิตรภาพทางประวัติศาสตร์ไปสู่ความร่วมมือที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในยุโรป บริษัทฝรั่งเศสจำนวนมากเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วน วัสดุก่อสร้าง พลังงาน การขนส่ง การบิน อาหาร และธุรกิจบริการ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของไทยหลายแห่งได้เข้าไปลงทุนและซื้อกิจการในฝรั่งเศสเช่นกัน
ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ การลงทุนของไทยยูเนี่ยนในธุรกิจอาหารทะเลของฝรั่งเศส การลงทุนของกลุ่มพีทีที โกลบอล เคมิคอลในธุรกิจวัสดุและพลาสติก รวมถึงการที่บริษัทดั๊บเบิ้ล เอ เข้าซื้อกิจการโรงเยื่อและโรงกระดาษในฝรั่งเศส สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นการลงทุนจากฝรั่งเศสเข้าสู่ไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนและธุรกิจในทั้งสองทิศทาง
ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไทยกับฝรั่งเศสมีความร่วมมือในสาขาเทคโนโลยีชั้นสูงมายาวนาน ทั้งนาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ ความปลอดภัยทางอาหาร และเทคโนโลยีอวกาศ
หนึ่งในโครงการที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการพัฒนาดาวเทียมสำรวจทรัพยากร THEOS หรือ ‘ดาวเทียมไทยโชต’ ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรในปี พ.ศ. 2551 และถือเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทย ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในการจัดทำข้อมูลแผนที่ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตร และการรับมือภัยพิบัติ
ฝรั่งเศสยังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาด้านการศึกษาของไทย โดยให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ทุนฝึกอบรมระยะสั้น และสนับสนุนการสอนภาษาฝรั่งเศสในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือครอบคลุมทั้งสังคมศาสตร์ โบราณคดี สถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และนักวิจัยระหว่างสองประเทศ
ด้านวัฒนธรรม ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่ช่วยเผยแพร่ศิลปะและวัฒนธรรมไทยไปสู่เวทีโลก ทั้งการจัดนิทรรศการศิลปะไทยในพิพิธภัณฑ์กีเมต์ การจัดกิจกรรมวันประเทศไทย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนศิลปินและการจัดเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส–ไทย
ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการปี พ.ศ. 2569 ยังมีการทอดพระเนตรนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté: Royal Thai Dress From Tradition to Modernity’ ที่พิพิธภัณฑ์มัณฑนศิลป์แห่งกรุงปารีส ซึ่งนำเสนอพัฒนาการของฉลองพระองค์และเครื่องแต่งกายในราชสำนักไทย ตลอดจนบทบาทของชุดไทยบนเวทีนานาชาติ
จากวันที่ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เดินทางถึงกรุงศรีอยุธยา และวันที่โกษาปานเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสได้เดินทางผ่านความเปลี่ยนแปลงของโลกมานานกว่าสามศตวรรษ
ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ทั้งสองประเทศต้องเผชิญทั้งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลก การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถรักษาความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือให้ครอบคลุมมิติใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ที่มา :thaiembassy