
ทำไมเราถึงชอบดูคอนเทนต์ดราม่า ที่ยิ่งด่า ยิ่งสนุก? ถอดรหัสจิตวิทยา 'ความสะใจ' และธุรกิจ 'ความเป็นพิษ' เบื้องหลังรายการเรียลลิตี้และสตรีมเมอร์หัวร้อน ที่เปลี่ยนการด่าทอให้กลายเป็นความบันเทิงชั้นยอด
ในทางจิตวิทยา มีคำอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ชาเดินฟร็อยเดอ’ (Schadenfreude) คือความรู้สึกพึงพอใจ หรือความสุขลึกๆ เมื่อได้เห็นผู้อื่นล้มเหลว หรือประสบเคราะห์กรรม แต่มิติของการเสพสื่อดราม่าในยุคดิจิทัลมันมีอะไรที่ซับซ้อนไปกว่าแค่ความสะใจ
หากจะพูดให้เห็นภาพชัด คงไม่พ้นกระแสของรายการ The Billionaire SS 4 โปรเจกต์เรียลลิตี้โชว์ของ ไบรอัน ตัน (Bryan Tan) ที่จับเอาอินฟลูเอนเซอร์และคนดังมารวมตัวกัน สิ่งที่รายการนี้ทำได้อย่างยอดเยี่ยมคือการเสิร์ฟความขัดแย้งที่รุนแรงและถึงพริกถึงขิง
หนึ่งในประเด็นที่กำลังพูดถึงกันอย่างมากในโลกโซเชียล ใน EP.ที่ 6.1 กับเหตุการณ์ ‘นก ยลดา’ (ผู้ครองตำแหน่งจากเวที Thailand Pride) ถูกผู้ร่วมรายการ ‘มังคุด’ พับมงกุฎ มาถือเล่นและบีบจนมงกุฎมีลักษณะผิดรูป เหตุการณ์นี้ทำให้นก ยลดา สีหน้าเปลี่ยนและสวนกลับด้วยประโยคเดือดว่า "คือคนไม่มีมง มันจะไม่รู้คุณค่า มึงประกวดไปเถอะ อีกชาตินึง อีมังคุด มึงก็ไม่ได้"
ประโยคปะทะคารมที่ดุเดือดนี้กลายเป็นชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างหนักในโลกออนไลน์ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้ชมถึงชอบดูความขัดแย้งที่รุนแรงเช่นนี้? ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายผ่านกลไกทางจิตวิทยา สังคม และธุรกิจสื่อ
ดราม่าคือ ‘อรรถรส’ และศิลปะแห่งการสร้าง ‘มีม’
รายการ The Billionaire ถูกออกแบบมาให้ผู้ร่วมรายการได้ปะทะคารม ถากถาง และด่าทอกันอย่างมีศิลปะ ซึ่งผู้ชมมักจะมองว่าความขัดแย้งเหล่านี้เป็นความบันเทิงที่ตลกและคาดเดาไม่ได้ การเสพดราม่ามักจะเข้มข้นขึ้นไปอีกระดับเมื่อมันลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์จริงนอกสคริปต์ อย่างรายการ Take ฮอร์โมนส์ ที่ผู้เข้าแข่งขันรวมทั้งกรรมการสามารถรสบถและแสดงอารมณ์ได้อย่างเต็มที่ การโต้เถียงในรายการนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความรุนแรง แต่มันถูกยกระดับให้เป็นศิลปะวิทยาการด่า ที่เต็มไปด้วยความมีไหวพริบ คลังคำศัพท์ที่คาดไม่ถึง ซึ่งผู้ชมชื่นชอบจนนำไปสร้างเป็นมีม
การรับชมรายการลักษณะนี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้านจิตวิทยาสื่อที่ระบุว่า การเสพคอนเทนต์ที่มีตัวละครหลากหลายช่วยสร้างสายใยทางสังคมและการมีส่วนร่วม (Sense of Belonging) ทำให้ผู้ชมมีคอมมูนิตี้และช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดกันจนเกิดเป็นไวรัลข้ามแพลตฟอร์ม ซึ่งช่วยตอบสนองจิตวิทยาการหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตจริงของผู้ชมได้เป็นอย่างดี ซึ่งนำไปสู่งานวิจัยด้านจิตวิทยาสื่อที่ระบุว่า การรับชมรายการที่มีตัวละครหลากหลายช่วยสร้างสายใยทางสังคม การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวละครกับเพื่อนฝูง กลายเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เรารู้สึกมีส่วนร่วม มีคอมมูนิตี้ และช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากชีวิตประจำวัน
อีกหนึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง The Monetisation of Toxicity หรือ ‘การสร้างรายได้จากความเป็นพิษ’ ผู้ผลิตคอนเทนต์รู้ดีว่า ความขัดแย้งคือแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูด Engagement แม้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่จะถูกคนดูรวมตัวกันเป็น ‘แอนตี้แฟน’ แต่ในโลกธุรกิจที่แย่งชิงความสนใจ ดราม่ามักจะทำหน้าที่ของมันได้ดีเสมอ
แต่ทว่าในโลกธุรกิจ ความเป็นพิษเหล่านี้กลับมีความย้อนแย้งในตัวมันเอง มีงานวิจัยพบว่าถึงแม้คอนเทนต์ดราม่าจะมีผู้เข้าชมหรือคอมเมนต์เยอะ มีผลเชิงลบต่อการสร้างรายได้ และทำให้ยอดไลก์ ลดลงอย่าง เนื่องจากแบรนด์และสปอนเซอร์มักจะหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ที่อาจทำลายภาพลักษณ์ ทำให้ผู้สร้างคอนเทนต์ดราม่าจำเป็นต้องคอยเปลี่ยนกลยุทธ์ในการสร้างรายได้ เช่น การเปลี่ยนลิงก์เว็บไซต์ขายของ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการถูกต่อต้านจากผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลว
อีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจคือวงการสตรีมเมอร์ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เรามักจะเห็นเกมเมอร์ที่ได้รับความนิยมสูงๆ มีสไตล์การเล่นแบบ ‘หัวร้อน’ โวยวาย และสบถคำหยาบออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
พฤติกรรมนี้ตอบโจทย์จิตวิทยาเรื่อง การหลีกหนีจากโลกความจริงในสังคมที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และความคาดหวังให้เราต้องเป็นคนสุภาพ การได้ดูใครสักคนระเบิดอารมณ์และแหกกฎเกณฑ์เหล่านั้นบนหน้าจอ จึงเป็นความรู้สึกที่ปลดปล่อยและเข้าถึงได้ง่าย
แต่แน่นอนว่าความเป็นพิษก็คือดาบสองคม แม้สตรีมเมอร์หัวร้อนจะได้ใจวัยรุ่นและได้ยอดวิวสูง แต่งานวิจัยและโลกความเป็นจริงก็ชี้ให้เห็นว่า แบรนด์และสปอนเซอร์มักจะหลีกเลี่ยงคอนเทนต์ที่ Toxic ทำให้เส้นทางการสร้างรายได้อาจไปจบลงที่การพึ่งพายอดโดเนทจากแฟนคลับเป็นหลัก
ในขณะที่คอนเทนต์เหล่านี้มอบความบันเทิงให้เราอย่างเต็มที่ ช่วยให้เราหลีกหนีความจริงในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีเรื่องให้คุยกับเพื่อน หรือแม้กระทั่งไม่ทำให้เราตกเทรนด์ แต่ในขณะเดียวกันมันก็อาจทำให้เราเป็นคนใจร้ายโดยไม่รู้ตัว ในทางจิตวิทยา การเสพติดดราม่าและความขัดแย้งที่มากเกินไป กำลังค่อยๆ ทำให้ ‘ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น’ ของเราลงอย่างเงียบๆ ผ่านกลไกการทำงานของสมองที่ปรับตัวตามสิ่งที่เราป้อนให้มันเป็นประจำ สมองมนุษย์เรียนรู้ที่จะปรับตัว เมื่อเราดูคนด่าทอ ใช้คำหยาบ หรือทำร้ายจิตใจกันผ่านหน้าจอซ้ำๆ สมองจะเริ่มสร้างความเคยชิน เกณฑ์การรับรู้ความรุนแรงของเราจะสูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เคยทำให้เราตกใจหรือรู้สึกสงสารในวันแรก จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดของคนในชีวิตจริง
ในขณะเดียวกันการติดตามดราม่าที่สาดอารมณ์ใส่กันตลอดเวลา การต้องอ่านคอมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง จะสูบเอาพลังงานของเราไปจนหมดเกลี้ยง ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องการความเห็นอกเห็นใจจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เพื่อนสนิทกำลังเศร้า หรือคนในครอบครัวมีปัญหา เราจะรู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าจะรับฟัง และเผลอแสดงปฏิกิริยาที่เย็นชาใส่คนที่เรารัก
คอนเทนต์ดราม่ามักบีบบังคับให้คนดูต้อง ‘เลือกข้าง’ ทันที เมื่อเราเลือกข้างแล้ว กลไกจิตวิทยาจะทำให้เรามอบความชอบธรรมให้ฝั่งตัวเอง และ ‘ปิดสวิตช์’ ความเห็นอกเห็นใจที่มีต่ออีกฝั่งอย่างสิ้นเชิง เราจะมองว่าฝั่งตรงข้ามสมควรโดนด่า สมควรถูกทำลาย พฤติกรรมการมองโลกแบบขาวดำสุดโต่งนี้ จะติดตัวเราออกมาใช้กับการตัดสินคนในสังคมโลกความจริงด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว การที่คนเราชอบดูคอนเทนต์ด่ากันไม่ใช่เรื่องประหลาด แต่เป็นการตอบสนองธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการความตลก การระบายอารมณ์ และการรักษาความรู้สึกพึงพอใจในตนเอง คอนเทนต์ดราม่าเหล่านี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เราเข้าใจความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งและมีวุฒิภาวะ
อย่างไรก็ตาม การเสพสื่อเหล่านี้ก็ควรเสพอย่างมีสติ เพราะหากเราดื่มด่ำกับคอนเทนต์ลักษณะนี้มากเกินไปก็อาจจะเกิดการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น นอกจากนี้ การเสพติดดราม่ายังมีส่วนทำให้พฤติกรรมก้าวร้าว การบูลลี่ และการใช้คำพูดรุนแรง ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมโดยที่เราไม่รู้ตัว