
SHORT CUT
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ‘ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว’ ขุดให้เห็น ช่องโหว่เชิงโครงสร้างของกฎหมายไทย ที่อาจตามไม่ทันธุรกิจ โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตประกอบการ, ‘โซนนิ่งสถานบันเทิง’ ที่ล้าหลัง และทางหนีไฟที่ใช้ไม่ได้จริง
จากโศกนาฏกรรม ‘ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว’ ร้านอาหารกึ่งสถานบันเทิง ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 27 ราย ได้รับบาดเจ็บอีก 63 คน กำลังนำไปสู่คำถามสำคัญถึง ‘มาตรฐานความปลอดภัย’ ของสถานประกอบการในกรุงเทพมหานครอีกครั้ง เพราะนอกจากสาเหตุของเพลิงไหม้แล้ว ยังมีทั้งเรื่องของมาตรฐานวัสดุตกแต่งอาคาร นิยามของสถานบริการ ไปจนถึงโซนนิ่งสถานบันเทิงที่อาจไม่สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจในปัจจุบัน
เพราะแม้นักดับเพลิงจะเดินทางถึงจุดเกิดเหตุภายใน 5 นาทีหลังได้รับแจ้งเหตุ แต่เปลวไฟที่ลุกโชนอย่างรวดเร็วและกลุ่มควันหนาทึบจากวัสดุตกแต่งภายใน กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นโอกาสรอดชีวิตของผู้บริสุทธิ์
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตระบุว่า ต้นเพลิงเริ่มขึ้นบริเวณเวทีด้านในร้าน ก่อนจะลามไปตามฝ้าเพดาน วัสดุตกแต่งร้านอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกลุ่มควันภายในร้านหนาแน่น และไฟได้ลุกลามมาทางด้านหน้าฝั่งติดถนน ซึ่งเป็นทางเข้า-ออกหลัก ทำให้นักเที่ยวนับร้อยชีวิตต้องวิ่งกลับเข้าไปที่ ‘ทางหนีไฟด้านหลัง’ กลายเป็นความโกลาหลที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
ถ้าดูตามผังของร้าน ทางหนีไฟฝั่งซ้ายเป็นเส้นทางออกสู่ภายนอก ซึ่งเจ้าหน้าที่พบผู้หมดสติจำนวนมาก ส่วนฝั่งขวาเป็นห้องน้ำ เป็นจุดที่พบผู้เสียชีวิตหลายราย คาดว่าพยายามหาทางออกก่อนหมดสติจากควันไฟ กลายเป็นอุปสรรคกีดขวางทางหนีไฟของผู้ที่ตามมาด้านหลัง
ข้อมูลจาก กทม. ระบุว่า สำนักงานเขตจตุจักรเพิ่งเข้าตรวจสภาพอาคารร้าน ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ตามกฎหมายเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้นอาคารมีทางหนีไฟ 2 ทาง มีป้ายบอกทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และถังดับเพลิงครบถ้วน
ผู้ว่าฯ กทม. ให้ข้อสังเกตว่า “สภาพของสถานประกอบการในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจ กับวันที่เปิดให้บริการไม่เหมือนกัน” เช่น อาจมีการตั้งโต๊ะขายสินค้าในบริเวณทางออก หรือวางสิ่งของกีดขวางเส้นทางหนีไฟ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งคำถามสำคัญของระบบตรวจสอบอาคาร ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด
เพราะการมีทางหนีไฟตามแบบ ก็อาจไม่ได้หมายความว่า ในเวลาที่คนจำนวนมากอยู่ภายใน ทางหนีไฟนั้นจะสามารถใช้งานได้จริง
โศกนาฏกรรม ‘ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว’ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นปัญหาของอาคารหรืออุปสรรคทางกายภาพ แต่ยังขุดให้เห็น ช่องโหว่เชิงโครงสร้างของกฎหมายไทย ผู้ว่าฯกทม. ระบุว่า สถานที่แห่งนี้ได้รับอนุญาตเป็น ‘ร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี’ ไม่ใช่สถานบริการตามกฎหมาย และสามารถเปิดให้บริการได้ถึงเวลาเที่ยงคืน ช่วงเวลาที่เกิดเหตุจึงเป็นช่วงใกล้ปิดให้บริการ
แต่ปัญหาคือ รูปแบบสถานประกอบการ ‘ร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี’ ในปัจจุบันจำนวนไม่น้อย ไม่ได้สามารถแบ่งเป็นร้านอาหารหรือสถานบันเทิงได้อย่างชัดเจน และใช้ใบอนุญาตที่แตกต่างกันทำให้อาจอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยอีกชุดหนึ่ง
‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ แห่งนี้จดทะเบียนเป็นร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี ไม่ใช่ ‘สถานบริการ’ เต็มรูปแบบตามกฎหมาย ซึ่งทำให้รอดพ้นจากข้อบังคับที่เข้มงวดบางประการ กทม. จึงเตรียมหารือกับ กรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อทบทวนและยกระดับมาตรฐานวัสดุตกแต่งอาคารให้ครอบคลุมสถานประกอบการประเภทอื่นมากขึ้น
เนื่องจากปัจจุบัน สถานบริการขนาดใหญ่มีข้อกำหนดให้ใช้ ‘วัสดุที่ไม่ลามไฟและไม่ก่อให้เกิดควันจำนวนมาก’ แต่ร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรีอาจยังไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
ผู้ว่าฯ กทม. ชี้ว่า กฎหมายโซนนิ่งสถานบันเทิงของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเมือง เพราะยังคงล็อกพื้นที่ไว้แค่ย่าน RCA และ สีลม ทั้งที่ในความเป็นจริง ร้านอาหารกึ่งผับ ร้านดนตรีสด และสถานประกอบการรูปแบบผสม กระจายตัวอยู่แทบทุกย่านของเมือง เฉพาะในเขตจตุจักรมีร้านลักษณะนี้ถึง 14 แห่ง จึงถึงเวลาต้องรื้อทั้งนิยาม และ การแบ่งผังเมืองใหม่
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุ หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่สุดขณะนี้ คือการยืนยันอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตและประสานติดตามญาติ ซึ่งกรุงเทพมหานครเปิดช่องทางให้ผู้ที่ไม่สามารถติดต่อญาติหรือบุคคลใกล้ชิดได้ ติดต่อ คุณกนิษฐา ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตจตุจักร โทร. 081-734-1298 ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดต่อเข้ามาแล้วประมาณ 30 ราย
พร้อมตั้งศูนย์ประสานงานบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT พหลโยธิน ทางออก 4 เพื่อรับแจ้งและรวบรวมข้อมูลผู้ประสบเหตุ หรือประสานกับสถาบันนิติเวชได้โดยตรง
ในวันที่ร้านอาหารกลายเป็นพื้นที่ปิด รวมคนจำนวนมาก มีเวที ดนตรี และวัสดุตกแต่งเต็มเพดาน ความปลอดภัยอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า ร้านแห่งหนึ่งมีถังดับเพลิงหรือมีป้ายทางหนีไฟครบหรือไม่ แต่กฎหมายควรตรวจสอบไปถึง ‘ประเภทกิจการ’ และ ‘ความเสี่ยงจากการใช้งานจริง’
บทเรียนราคาแพงจาก 27 ชีวิตที่ต้องสูญเสียไปในกองเพลิงย่านลาดพร้าว กำลังเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะสามารถเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นการปฏิรูปกฎหมายความปลอดภัยที่จับต้องได้จริง หรือจะปล่อยให้มันเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมที่รอวันเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง
A: ผู้ว่าฯ กทม. คาดว่า สาเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เกิดจากคัตเอาท์บริเวณเวที ก่อนลามขึ้นไปบนฝ้าเพดานรวดเร็วและเกิดควันจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิต 27 ราย แบ่งเป็นชาย 9 ราย และหญิง 18 ราย ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการสำลักควัน บาดเจ็บ 63 คน ในจำนวนนี้ 22 รายมีอาการค่อนข้างหนัก และรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ
A: กรุงเทพมหานครตั้งศูนย์ประสานงานบริเวณ MRT พหลโยธิน ทางออก 4 เพื่อรับแจ้งและรวบรวมข้อมูลผู้ประสบเหตุ รวมถึงประสานข้อมูลการยืนยันอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต หรือติดต่อ คุณกนิษฐา ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตจตุจักร โทร. 081-734-1298
A: จากการตรวจสอบเมื่อเดือนเมษายน 2569 พบว่าอาคารมีทางหนีไฟ 2 ทาง มีป้ายทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และเครื่องดับเพลิงครบถ้วน อย่างไรก็ตาม กทม. ระบุว่าสภาพในวันตรวจอาจแตกต่างจากการใช้งานจริง
A: เนื่องจากสถานประกอบการแห่งนี้ได้รับอนุญาตเป็นร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี ไม่ใช่สถานบริการตามกฎหมาย ขณะที่รูปแบบการใช้งานจริงของธุรกิจปัจจุบันอาจมีลักษณะกึ่งร้านอาหารและกึ่งสถานบันเทิง จึงเกิดคำถามว่ากฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยเดิมยังครอบคลุมเพียงพอหรือไม่
A: กทม. เตรียมทบทวนข้อกำหนดเกี่ยวกับวัสดุไม่ลามไฟ วัสดุที่ก่อให้เกิดควัน แนวทางตรวจสอบทางหนีไฟ รวมถึงนิยามและโซนนิ่งของสถานบริการหรือสถานบันเทิง