เปิดสภากทม. นัดแรก เลือก ‘ภัทราภรณ์’ นั่งประธานสภา ชูความโปร่งใส

เปิดสภากทม. นัดแรก เลือก ‘ภัทราภรณ์’ นั่งประธานสภา ชูความโปร่งใส

เปิดสภากทม. นัดแรก เลือก ‘ภัทราภรณ์’ นั่งประธานสภา ชูสภาโปร่งใส-ถ่ายทอดสดทุกคณะกรรมการ ‘วิรัช’ เน้นประสาน 3 ฟันเฟืองเพื่อประชาชน

SHORT CUT

  • ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) นัดแรก มีมติเลือกนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ เป็นประธานสภา กทม. คนใหม่
  • นางสาวภัทราภรณ์ ชูนโยบาย "สภาโปร่งใส ตรวจสอบได้" โดยจะผลักดัน 4 เรื่องหลัก คือ ถ่ายทอดสดการประชุม เปิดเผยการลงมติและสถิติการเข้าประชุมของ ส.ก. และตั้งสำนักงานวิชาการเพื่อสนับสนุนการทำงาน
  • การลงคะแนนเป็นการแข่งขันกับนายวิรัช คงคาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่ โดยนางสาวภัทราภรณ์ได้รับคะแนนเสียง 39 คะแนน ขณะที่นายวิรัชได้ 7 คะแนน

เปิดสภากทม. นัดแรก เลือก ‘ภัทราภรณ์’ นั่งประธานสภา ชูสภาโปร่งใส-ถ่ายทอดสดทุกคณะกรรมการ ‘วิรัช’ เน้นประสาน 3 ฟันเฟืองเพื่อประชาชน

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.55 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครครั้งแรก เลขานุการสภากรุงเทพมหานคร กล่าวเชิญสมาชิกสภากรุงเทพมหานครผู้มีอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่ประธานชั่วคราว คือ นางสาวเมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก.เขตปทุมวัน เข้าสู่วาระพิจารณาเลือกประธานและรองประธานสภากรุงเทพมหานคร โดยก่อนเริ่มวาระได้มีการกล่าวปฏิญาณตน

เปิดสภากทม. นัดแรก เลือก ‘ภัทราภรณ์’ นั่งประธานสภา ชูความโปร่งใส

จากนั้นเข้าสู่ระเบียบวาระที่ 4 คือการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร โดยนายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก เสนอชื่อนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ เป็นประธาน ขณะที่นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสาน เสนอชื่อนายวิรัช คงคาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่ เนื่องจากมองว่าสภากรุงเทพมหานครควรมีคู่เปรียบเทียบ เพื่อให้สมาชิกได้ฟังวิสัยทัศน์ของทั้งสองคน ทั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับประธานสภาและรองประธานล่วงหน้า เพราะตนก็รู้ว่าจะเป็นใคร แต่ต้องการให้มีการดีเบตในหัวข้อดังต่อไปนี้ คือ

1. ประธานสภา กทม. จะทำให้กรุงเทพมหานครที่มาจากความหลากหลายเป็นสภาของคนกรุงเทพฯ อย่างไร

2. ประธานสภากรุงเทพมหานครจะทำให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ควบคู่กับหน่วยงานราชการกรุงเทพมหานครได้อย่างไร

3. วิสัยทัศน์อื่นที่ท่านทั้งสองจะดำเนินการในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร

นายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา กล่าวว่า ในการเลือกประธานสภา ให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อได้กล่าววิสัยทัศน์เลยดีกว่า

ด้านนายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น ส.ก.เขตลาดกระบัง เสนอว่า ในเมื่อมีสมาชิกเสนอชื่อทั้งสองท่านและยังไม่มีข้อสรุป ตนเห็นว่าควรที่จะมีการโหวตว่าจะใช้การพิจารณาตามข้อเสนอของนายสมชาย หรือข้อเสนอของนายฉัตรชัย แต่ตนเห็นด้วยกับนายฉัตรชัยที่การแสดงวิสัยทัศน์ควรจะเป็นของผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร

ทำให้นายสมชาย กล่าวว่า ตนเห็นระหว่างการเลือกตั้ง ส.ก. แต่ละคนที่ไปดีเบตหาเสียงกันตามเวทีต่าง ๆ และตนในฐานะสมาชิกก็อยากเห็นว่าแต่ละท่านคิดเห็นกันอย่างไร วันนี้อยากให้มีการบันทึกในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ด้วย

ขณะที่นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาทะเลาะกัน กรณีที่มีการเสนอชื่อประธานสภาสองคน หากจะให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ก็ควรให้แสดงวิสัยทัศน์ภาพรวมก่อน แต่หากสมาชิกอยากได้ตรงไหนเพิ่มเติม ก็ขอให้ถามเพิ่มเติมเป็นข้อ ๆ ไป ซึ่งน่าจะจบได้

ทำให้นางสาวเมธาวี กล่าวว่า ขอให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อทั้งสองแสดงวิสัยทัศน์ทีละท่าน โดยเริ่มจากนางสาวภัทราภรณ์

จากนั้นนางสาวภัทราภรณ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า สำหรับวิสัยทัศน์ของตน จริง ๆ ตนเคยแถลงไปแล้ว คือเรื่องของสภาโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยมีหลัก ๆ อยู่ 4 ข้อ คือ

1. จะเปิดให้มีการถ่ายทอดสดโดยการแก้ข้อบังคับในที่ประชุม โดยจะมีการถ่ายทอดสดการประชุมทั้งคณะกรรมการสามัญและวิสามัญทั้งหมด ซึ่งการถ่ายทอดสดนั้น หากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ต้องอ้างอิงบุคคลที่สาม หรือบริษัทที่มีความเสี่ยง ก็สามารถปิดการถ่ายทอดสดได้

2. การเปิดเผยการลงมติของเพื่อนสมาชิก ซึ่งขณะนี้ยังต้องให้ประธานสภาเป็นผู้อนุมัติ ก็จะเปิดเผยโดยอัตโนมัติเหมือนกับสภาใหญ่

3. เปิดเผยสถิติการเข้าประชุมของสมาชิกทุกท่าน เพื่อความโปร่งใส และให้พี่น้องประชาชนสามารถรับทราบถึงการทำงานของสมาชิกทุกท่าน

4. จะสนับสนุนการทำงานของสมาชิก เพื่อให้เพื่อนสมาชิกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการผลักดันให้มีการตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนเรื่องการวิเคราะห์งบประมาณและข้อมูลสำหรับการจัดทำร่างข้อบัญญัติ

นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายสมชายได้สอบถามว่าจะทำให้กรุงเทพมหานครที่มีความหลากหลายเป็นของทุกคนได้อย่างไร ตนคิดว่าสิ่งที่เราควรจะทำมากขึ้น คือควรเปิดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนได้เสนอเรื่องเข้ามา หรือเสนอเรื่องงบประมาณต่าง ๆ จากเดิมที่เราเคยจัดงาน Hack งบ กทม. เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตนคิดว่าหากเราจัด Hack งบ กทม. ให้เป็นของสภากรุงเทพมหานคร ก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจเรื่องงบประมาณไปพร้อมกับเรา พี่น้องประชาชนจะได้ช่วยกันตรวจสอบ รวมถึงสามารถเสนอแนะว่าหลังจากนี้งบประมาณควรนำไปใช้ด้านใด

ส่วนเรื่องที่จะให้เพื่อนสมาชิกดำรงตนอย่างโปร่งใสได้อย่างไรนั้น ตนคิดว่าเป็นสิทธิของเพื่อนสมาชิก แต่ช่องทางและระบบต่าง ๆ นั้น ตนได้เสนอไว้ข้างต้น โดยทั้ง 4 ข้อ ตนได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้วว่าจะพยายามผลักดันให้ได้ภายในเดือนธันวาคมของปีนี้

ด้านนายวิรัช กล่าวว่า ไม่รู้ฝันดีหรือฝันร้าย แต่ในเมื่อเพื่อนสมาชิกเห็นว่าตนน่าจะมีความเหมาะสม ซึ่งตนไม่ได้เตรียมการอะไรมาเลย แต่จะนำประสบการณ์และความคิดของตัวเองมาใช้ การทำหน้าที่ในสภากรุงเทพมหานครนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ตนพูดมาตลอดว่ากรุงเทพมหานครนั้นมีเฟืองอยู่ 3 เฟือง

1.เฟืองแรกคือฝ่ายบริหาร

2.เฟืองที่สองคือข้าราชการ

3.เฟืองที่สามคือสภา

แต่ละเฟืองจะมีแกนรวม หากเฟืองหมุนไปได้อย่างสมดุล แกนนั้นคือประชาชนที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ นี่คือมุมมองของตน

นายวิรัช กล่าวต่อว่า ตนและเพื่อนสมาชิกอีก 49 คน เป็นหนึ่งในฟันเฟือง 50 ฟันเฟือง จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ให้ฟันเฟืองทั้ง 50 ฟันเฟืองหมุนไปพร้อมกับฟันเฟืองของฝ่ายบริหารและข้าราชการ ตนไม่มีวิสัยทัศน์ ตนคิดมาตลอดว่าหากเป็นผู้นำ หรือเป็นประธานสภา หรือแม้แต่เป็นหัวหน้าห้อง ตนคิดเสมอว่าตนทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ตนยอมรับว่ายังมีคนอื่นที่ทำได้ดีกว่าตน

นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ส.ก.เขตคลองเตย กล่าวว่า อยากให้ ส.ก. ใหม่อ่านอำนาจและหน้าที่ของประธานสภา จะได้เห็นว่าอำนาจหน้าที่ของประธานสภามีอะไรบ้าง คือดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ เป็นประธานของที่ประชุม กำกับดูแลงานในสภา รักษาระเบียบและความสงบในสภา เป็นผู้แทนสภาในกิจการภายนอก และมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายและระเบียบอื่น ๆ กำหนดไว้

จากนั้นเป็นการลงคะแนน โดยนายอำนาจ ปานเผือก ส.ก.เขตบางแค เสนอให้มีการลงคะแนนแบบใช้เครื่องลงคะแนนเสียง ส่วนนายนภาพล เสนอให้มีการลงคะแนนแบบลับ ด้านนายสุรจิตต์ กล่าวว่า เป็นปัญหาด้านการตีความว่าจะให้มีการลงมติแบบลับหรือแบบเปิดเผย ซึ่งตนมองว่าต้องมีการโหวตว่าจะเป็นการลงมติแบบใด ขณะที่นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขอให้ฝ่ายกฎหมายของสภาเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะลงมติแบบใด

นายสมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องกฎหมาย จะให้เลขานุการสภาไปตีความไม่ได้ โดยในหมวดหนึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่าการเลือกประธานและรองประธานสภานั้น หากตีความได้อีกหน่อย สภาแห่งนี้ก็จะไม่ทรงเกียรติและไม่ถูกต้อง ฉะนั้น ท่านต้องปฏิบัติตามข้อบังคับข้อ 7 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า ในการเลือกประธานสภานั้นต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ จะปฏิบัติเป็นอย่างอื่นไม่ได้

โดยนายนภาพล เสนอญัตติให้ยกเว้นข้อบังคับข้อ 7 คือสามารถลงคะแนนแบบเปิดเผย โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 43 เสียง ไม่เห็นชอบ 5 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ลงคะแนนเลือกประธานสภาแบบเปิดเผยโดยการยกมือ

จากนั้นที่ประชุมได้เลือกประธานสภา โดยนางสาวภัทราภรณ์ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 39 คะแนน ขณะที่นายวิรัชได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 7 คะแนน เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้นางสาวภัทราภรณ์เป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร

หลังจากนั้นนางสาวภัทราภรณ์ ขึ้นทำหน้าที่ประธานสภา พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ไว้วางใจให้ตนทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระของเมืองผ่านสภากรุงเทพมหานคร และขอยืนยันว่าการพิจารณางบประมาณเพื่อให้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์นั้นไม่ใช่ความเพ้อฝัน การทำสภากรุงเทพมหานครให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ คือความปกติที่ควรจะเป็นมานานแล้ว ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกับที่ประชาชนเลือกเพื่อนสมาชิกเข้ามา ตนเชื่อว่าเราจะยกระดับสภากรุงเทพมหานครและทำงานไปด้วยกันอย่างราบรื่นตลอด 4 ปีข้างหน้า

จากนั้นที่ประชุมได้มีการเลือกรองประธานสภาจำนวน 2 คน โดยนายฉัตรชัย เสนอชื่อนายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม เป็นรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 โดยไม่มีคู่แข่ง และนายเอกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี เสนอชื่อนายนริสสร แสงแก้ว ส.ก.เขตบางเขน เป็นรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 2 โดยไม่มีคู่แข่ง จึงถือว่านายเนติภูมิ และนายนริสสรได้รับเลือกเป็นรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 และ 2 ตามลำดับ