
SHORT CUT
สภากทม. ลงนาม MOU ร่วมกับสภาฯ เจิ้นเจียง มุ่งแลกเปลี่ยนนวัตกรรม 'เมืองฟองน้ำ' จัดการน้ำท่วมยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกัน 🇨🇳🇹🇭
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐประชาชนจีน นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร นำคณะสภากรุงเทพมหานคร เข้าเยี่ยมคารวะนายเฉิน เค่อะเคอะ (Mr. Chen KeKe) ประธานสภาประชาชนเทศบาลเจิ้นเจียงและร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์และความร่วมมือฉันมิตร (MOU) ระหว่างสภากรุงเทพมหานครแห่งราชอาณาจักรไทยและสภาประชาชนเทศบาลเจิ้นเจียงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีคณะผู้แทนจากสภากรุงเทพมหานครและสภาประชาชนเทศบาลเจิ้นเจียง ร่วมเป็นสักขีพยาน
การลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้นับเป็นก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสภากรุงเทพมหานครและสภาประชาชนเทศบาลเมืองเจิ้นเจียง การที่พวกเราได้มาพบกัน ณ เมืองเจิ้นเจียงซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นฤดูกาลแห่งการเริ่มต้นและความหวังถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างสองเมือง ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้พัฒนาอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต สะท้อนถึงมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ความร่วมมือในระดับท้องถิ่นระหว่างกรุงเทพมหานครกับเมืองเจิ้นเจียงในวันนี้ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่แสดงถึงมิตรภาพที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สำหรับกรุงเทพมหานคร ในฐานะเมืองหลวงของประเทศไทย เรามุ่งมั่นพัฒนาเมืองให้เป็นมหานครที่น่าอยู่สำหรับทุกคน โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิต การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง
เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับเมืองเจิ้นเจียงจะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างสภาของทั้งสองเมืองอย่างเป็นรูปธรรมกรุงเทพมหานครและเมืองเจิ้นเจียง มีความคล้ายคลึงกันในด้านกายภาพและบริบทการพัฒนาเมืองที่ทำให้ทั้งสองเมืองสามารถแลกเปลี่ยนนวัตกรรมกันได้ ผมเชื่อมั่นว่าบันทึกความเข้าใจที่เราลงนามในวันนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำโมเดลการจัดการเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับกรุงเทพมหานครโดยตรง ประธานสภา กทม. กล่าว
อนึ่ง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์และความร่วมมือฉันมิตรระหว่างสภากรุงเทพมหานครแห่งราชอาณาจักรไทยและสภาประชาชนเทศบาลเจิ้นเจียงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์ และความร่วมมือฉันมิตรในด้านการระบายน้ำ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเงิน การงบประมาณ การศึกษา การจราจรและคนาคม การสาธารณสุข การโยธาและผังเมือง ยุทธศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล วัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการกีฬา การบริหารจัดการท้องถิ่น การพัฒนาชมชน และสวัสดิการสังคม การกิจการสภา และการตรวจรายงานการประชุม เป็นต้น
โดยในช่วงเช้าวันเดียวกันนั้น ประธานสภา กทม. นำคณะผู้แทนสภากรุงเทพมหานครเข้าร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการมลพิษทางน้ำและเมืองฟองน้ำ ณ โครงการควบคุมมลพิษน้ำล้น CSO ทะเลสาบจินซานและสวนธีมฟองน้ำ โครงการ "เมืองฟองน้ำ" (Sponge City) ในเมืองเจิ้นเจียง มณฑลเจียงซู เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของจีน โดยมีเป้าหมายหลักคือการจัดการน้ำฝนร้อยละ 70 ผ่านการดูดซับและกักเก็บแทนการระบายทิ้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถลดความ
รุนแรงของน้ำท่วมจากเหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในรอบ 30 ปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำที่ถูกกักเก็บจะถูกนำมาบำบัดผ่านกระบวนการธรรมชาติเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น รดน้ำต้นไม้หรือชำระล้างในพื้นที่สาธารณะ
“เมืองฟองน้ำเกิดขึ้นเพราะเมืองเจิ้นเจียงด้านทิศเหนือติดกับภูเขาและทิศใต้ติดกับแม่น้ำแยงซี จึงทำให้ต้องเผชิญทั้งน้ำป่าไหลหลากและน้ำหนุนสูง อีกทั้งบางพื้นที่ยังเป็นที่ลุ่มต่ำทำให้เกิดน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง โดยในปี 2015 เจิ้นเจียงได้รับเลือกให้เป็นเมืองนำร่องในการก่อสร้างเมืองฟองน้ำแห่งแรกสู่การพัฒนาแนวคิดความกลมกลืนระหว่างมนุษย์และสายน้ำ โดยปรับปรุงพื้นที่ตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง ปลายทางและแหล่งน้ำให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่ผ่านกระบวนการ 3 สี คือ สีเขียวธรรมชาติ สีเทาวิศวกรรม และสีน้ำเงินแหล่งน้ำ เพื่อสร้างทางออกที่มีประสิทธิภาพ และได้สร้างสถานีสูบน้ำ 9 แห่งเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่” ผู้แทนโครงการ กล่าว
ในที่ประชุมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องการปรับใช้แนวคิด "เมืองฟองน้ำ" ในกรุงเทพมหานครเป็นการเปลี่ยนจากระบบระบายน้ำแบบดั้งเดิมที่เน้นการเร่งระบายน้ำทิ้ง มาเป็นการใช้ "โครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติ" เพื่อดูดซับ ชะลอ และกักเก็บน้ำฝนไว้ในเมือง โดยในกรุงเทพฯ ได้เริ่มปรับปรุงสวนสาธารณะและพื้นที่ว่างให้ทำหน้าที่เป็น "ฟองน้ำ" ยักษ์กลางกรุงแล้ว เช่น สวนป่าเบญจกิติ อุทยาน 100 ปี จุฬา สวนภูผาสู่มหานที เป็นต้น แต่กรุงเทพฯ มีลักษณะสภาพดินเป็นดินเหนียวที่ซึมน้ำได้ช้ากว่าเมืองในต่างประเทศ จึงต้องอาศัยการขุดบ่อหน่วงน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำช่วย
ทั้งนี้ สมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่ร่วมประชุมในครั้งนี้จะสรุปข้อมูลเพื่อนำเสนอสภากรุงเทพมหานครผ่านการตั้งกระทู้ ญัตติ และการสอบถามโดยตรงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านคณะกรรมการสามัญประจำสภากรุงเทพมหานครเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล และประยุกต์กับแนวทางการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครต่อไป