อยากให้การวิจารณ์สุจริต เป็นเรื่องปกติของสังคมไทย กับ 'บอย ตุ๊ดส์review'

อยากให้การวิจารณ์สุจริต เป็นเรื่องปกติของสังคมไทย กับ 'บอย ตุ๊ดส์review'

“สิ่งไหนวิจารณ์ไม่ได้ สิ่งนั้นย่อมพัฒนาไม่ได้” เรามีเสรีภาพในการพูดถึงสิ่งที่คนอื่นรักได้แค่ไหน? ถอดบทเรียนราคาแพงของ บอย ตุ๊ดส์review กับ 9 ปีของการทำเพจวิจารณ์สังคม บาดแผลจากโลกออนไลน์ และการเรียนรู้ที่จะเติบโตจากความผิดพลาด เพื่อก้าวต่อไปในโลกความจริง

บอย - ธนบัตร ชายด่าน นักเขียน อาจารย์ วิทยากร และเจ้าของเพจ ‘ตุ๊ดส์review’ ผู้ใช้เวลากว่า 9 ปีในการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่ต้องเผชิญหน้ากับพายุของความเกลียดชัง การสร้างข่าวปลอมเพื่อลบตัวตน และบททดสอบจิตใจที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิต

บอยเล่าว่า จุดเริ่มต้นของตุ๊ดส์review ไม่ใช่การทำเพจเพื่อรับงานรีวิวสินค้าแบบผิวเผิน แต่แกนหลักคือ ‘การวิพากษ์วิจารณ์’ ตั้งใจหยิบยกประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การเมือง สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม จิตวิทยา ไปจนถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างซีรีส์และดารา มาชวนคนคิดต่อในมุมมองที่แตกต่างออกไป เพื่อสร้างพลวัตทางความคิด โดยไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะต้องเห็นด้วย เขาให้ความเห็นว่า ในสังคมไทยมักมีชุดความคิดที่ว่า “ถ้าจะวิจารณ์เรื่องอะไร คุณต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการเสียก่อน”

“บอยคิดว่าใครก็ตามบนโลกใบนี้ สามารถใช้ Free Speech หรือการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ได้ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลสำคัญ ประเทศนี้ต้องการการยืนยันตลอดเวลาว่าฉันคือศาสตราจารย์ถึงจะพูดได้ ทั้งที่จริงแล้ว เราก็แค่คนธรรมดาที่แชร์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้”
 

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดมาตรฐานที่กีดกันคนธรรมดาไม่ให้ออกความเห็นนี้ เป็นผลพวงของชุดความคิดที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ คล้ายกับตรรกะที่บอกว่า "ถ้าเรียนไม่จบ ก็ไม่ควรมีสิทธิ์เลือกตั้ง" ทั้งที่จริงแล้ว ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ในการ 'วิจารณ์สุจริต'
 

เพจตุ๊ดส์review เพจวิจารณ์สุจริต?

ตลอดระยะเวลา 9 ปี กับบทความกว่าหมื่นประเด็นที่เพจตุ๊ดส์review หยิบยกขึ้นมาพูดคุย การแตะต้องเรื่องที่มีขั้วความเชื่ออย่างการเมือง หรือสิ่งที่มี Fandom Marketing อย่างวงการบันเทิง ซีรีส์ และศิลปินดารา กลายเป็นดาบสองคม เขาเล่าว่า ตัวเองต้องเผชิญหน้าเมื่อพูดถึงสิ่งที่พวกเขารักในเชิงบวก ทุกคนพร้อมจะแชร์และเฉลิมฉลองร่วมกัน แต่เมื่อไหร่ที่บทวิจารณ์นั้นเต็มไปด้วยการตั้งคำถาม ชี้ให้เห็นจุดบกพร่อง หรือเป็นการวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ (ติเพื่อก่อ) เพื่อหวังให้เกิดการพัฒนา กลไกการป้องกันตัวของแฟนคลับบางกลุ่มจะทำงานทันที

 

บอยให้ความเห็นว่าคนที่ไม่เข้าใจจะตีความทันทีว่า นัยยะของการวิจารณ์คือการ ‘ด่า’ และ ‘ตำหนิ’ สิ่งที่เขารัก พวกเขาไม่ได้มองเห็น ‘นักวิจารณ์ที่กำลังเสนอแนะ’ แต่มองเห็น ‘ศัตรูที่กำลังโจมตี’ ศิลปินของตน ความเห็นต่าง ไม่ได้จบลงแค่คำว่า “ฉันไม่เห็นด้วยกับคุณ” แต่มันถูกแปรเป็น “ฉันเกลียดคุณ” ทันที
 

เขาเล่าว่าบาดแผลเหล่านี้ไม่ได้เกิดแล้วหายไปภายในวันเดียวแต่มันคือ ‘การสะสมความเกลียดชัง’ มาตลอดระยะเวลา 9 ปี และเมื่อขบวนรถไฟแห่งความเกลียดชังเดินทางมาถึงจุดที่เขาล้ม สังคมกลุ่มนี้จึงพร้อมใจกันออกมาส่งเสียงว่า “สมควรโดนแล้ว เพราะเธอวิจารณ์คนอื่นมาเยอะ เธอก็สมควรถูกวิจารณ์กลับบ้าง” การโจมตีจึงไม่ได้หยุดแค่การเถียงกันในประเด็น แต่ลุกลามไปสู่การขุดคุ้ย โจมตีตัวตน และความเกลียดชังส่วนบุคคล



รอยร้าวในเดือนไพรด์ เมื่อคอมมูนิตี้ทำร้ายกันเอง
“ไม่รู้ว่าคนอื่นมองเหมือนเราไหม แต่เรามองว่า เราไม่ได้รักกันเองในคอมมูนิตี้” 

บอยเล่าว่า สังคม LGBTQ+ มีลักษณะคล้าย ‘พีระมิด’ ที่คนอยู่บนยอดมักจะเหยียดและทับถมคนที่อยู่ฐานล่างเสมอ ความตลกร้ายคือ การก่อหวอดโจมตีและสร้าง Hate Train ใส่เขา เกิดขึ้นในเดือน Pride Month ควรเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองและต่อต้านความเกลียดชัง

ผลกระทบจากจุดนี้ทำให้บอยสูญเสียพื้นที่ปลอดภัย เขาไม่สามารถอยู่ในคอมมูนิตี้ได้อย่างภาคภูมิใจ ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ไม่กล้าออกไปข้างนอก ต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเพราะกลัวถูกแอบถ่ายไปนินทา และที่ร้ายแรงที่สุดคือการได้รับข้อความขู่ฆ่าว่า “ถ้าเจอที่ไหน จะเอาไม้ไปทุบ”

แต่ในขณะเดียวกัน ความรุนแรงก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีก เขาเล่าว่า เหตุการณ์ที่เจอหนักที่สุด คือเคยมีเพจดังหลายเพจรวมตัวกันสร้าง ข่าวปลอมประมาณ 3-4 ข่าวพร้อมกันในวันเดียว ทั้งเรื่องข่าวลือที่ถูกนำเอาภาพข่าวที่เป็นคนอื่น ถูกเบลอหน้า มาปั่นกระแสว่าทำอนาจารในปั๊มน้ำมัน หรือข่าวการถูกแบนจากฟิตเนสรวมไปถึงการถูกระบุว่าถูกไล่ออกจากคณะกรรมการคอนโด หรือข่าวว่าเขาโกงเงินค่ายเพลงสมัยทำงานในอดีต

เขาเล่าว่า สิ่งเหล่านี้ คือความพยายามลบตัวตนของ ‘บอย ธนบัตร’ พร้อมทั้งลดทอนความเป็นคนด้วยการเรียกเขาเป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง เป้าหมายเดียวของคนกลุ่มนี้คือ ‘การไม่ให้เขามีพื้นที่ยืนในสังคมไทย’

“ทุกคนมองว่าเพจตุ๊ดส์review เป็นเพจหิวแสง แต่สิ่งที่พวกเขาทำ คือการเอาชื่อเสียงของบอยไปทำคอนเทนต์หาแสงให้ตัวเองเหมือนกัน บอยทำคือวิจารณ์สุจริต แต่สิ่งที่พวกเขาทำคือเฟกนิวส์และหมิ่นประมาท ซึ่งมันผิดกฎหมาย มันคือคนละเรื่องกันเลย”


จากเหตุการณ์นั้น บอยถูกยกเลิกงานเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็ณงานรีวิว งานอบรมหรือโอกาสสำคัญๆ หายไป ที่เริ่มกระทบทั้งตัวตน อาชีพ และสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

ในช่วงแรก เขายอมรับว่าตัวเองตกอยู่ในสภาวะเครียดและซึมเศร้า เริ่มกินข้าวไม่ลง ไม่กล้าโพสต์อะไร และความมีความคิดถึงทำร้ายตัวเอง เพราะรู้สึกว่าคุณค่าที่เราสร้างมาตลอด 9 ปี ได้พังทลายลงไปเรื่อยๆ จากการเห็นยอดผู้ติดตามลดลง

 

อยู่กับสิ่งที่มีอยู่ อย่าอยู่กับสิ่งที่จากไป

เมื่อต้องเผชิญกับคลื่นดราม่าที่โถมเข้ามา เขาเริ่มคิดกับตัวเองว่าการนั่งจมอยู่กับการเขียนงานที่หน้าจอไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจน์ก้าวออกจากโลกออนไล ลองเผชิญหน้ากับโลกความจริง

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการพารองเท้าผ้าใบออกไปร่วมกลุ่ม 'Running Club' หรือการวิ่งแบบ City Run ตามสวนสาธารณะอย่าง สวนลุมพินี และ สวนเบญจกิติ หลังจากไปร่วมกิจกรรม 4-5 ครั้ง เขาค้นพบความจริงที่สว่างวาบว่า โลกแห่งความจริงไม่ได้โหดร้ายเหมือนในโซเชียลมีเดีย

"ไม่ได้มีใครกระทำแบบเราเหมือนในออนไลน์ คุณค่าของเรามันไม่ได้อยู่ที่การไปฝังตัวเองไว้ในโลกโซเชียลมากเกินไป โลกความจริง มันสวยงามนั้นเยอะ"

 

อีกหนึ่งสิ่งที่เขาทำควบคู่กันไปคือการทำ Social Detox ปิดรับสื่อชั่วคราวเพื่อหลีกหนีจากคอมเมนต์ขยะ การพักนี้ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นช่วงเวลาทบทวนตัวเอง อีกทั้งการเลือกไป พบนักจิตบำบัด ยังเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เขามองเห็นภาพรวมของปัญหา อย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องทนทุกข์อยู่เพียงลำพัง

“จะดีกว่าไหม ถ้าตอนนี้เรามองว่าเรายังมีอะไรที่เหลืออยู่? ถ้ายอมรับว่าสูญเสียอะไรไปบ้าง แต่มัวยึดติดกับสิ่งที่เสียไป ก็คงไม่มีทางมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ จงอยู่กับสิ่งที่มี อย่าอยู่กับสิ่งที่จากไป”

เขาเล่าให้ฟังว่า ในวันที่โลกออนไลน์ผลักให้เขาล้ม ‘คนรอบข้าง’ คือคนที่ดึงให้เขาลุกขึ้น บอยเลือกที่จะหันกลับมามองคุณค่าที่ยังคงอยู่ นั่นคือ ครอบครัว เพื่อนฝูง และศักยภาพในตัวเอง เขายังคงรักในการเขียน รักในการสอนหนังสือ มีแพสชันในการวิเคราะห์สังคม และยังมีความฝันง่ายๆ อย่างการไปเที่ยวเกาหลีใต้ และถ้าวันไหนที่ทำโซเชียลแล้วหมดแพสชัน ก็แค่ถอยออกมาหาสิ่งอื่นทำ เพราะบนโลกนี้ยังมีคุณค่าอีกมากมายให้ค้นหา

บอยทิ้งท้ายด้วยความหวังที่อยากเห็นสังคมออนไลน์ไทย กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ มองการวิจารณ์เป็นเรื่องปกติ

“สิ่งไหนก็ตามที่วิจารณ์ไม่ได้ สิ่งนั้นย่อมพัฒนาไม่ได้” และการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์จะเป็นกุญแจสำคัญในการพาสังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง
 

related