โลกร้อน × เอลนีโญแรง เราจะรับมือกับธรรมชาติอย่างไร ? โดย ทิม พิธา

โลกร้อน × เอลนีโญแรง เราจะรับมือกับธรรมชาติอย่างไร ? โดย ทิม พิธา

Climate Whiplash เมื่อโลกร้อนเป็นประวัติการณ์ปะทะเอลนีโญรุนแรง สภาพอากาศจึงเหวี่ยงจากภัยแล้งสู่ฝนหนัก จากคลื่นความร้อนสู่ไฟป่าเร็วกว่าที่โลกเคยรับมือ

ท้องฟ้าเหนือเมืองบอสตันวันนี้ถูกย้อมด้วยสีเหลืองหม่น ราวกับมีใครนำฟิลเตอร์สีซีเปียมาครอบทั้งเมือง ดวงอาทิตย์ยามบ่ายดูซีดจางลง ทั้งที่ไม่มีเมฆฝนหรือพายุ สีของท้องฟ้ามาจากควันไฟป่าที่ลอยข้ามพรมแดนมาจากแคนาดา

ภาพแบบนี้ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ที่บอสตันเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน และกลับมาอีกครั้งในปีนี้ ความแตกต่างที่เห็นด้วยตาตัวเองคือ โลกใบเดิมดูเหมือนไม่ใช่โลกใบเดิมอีกต่อไป เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องอากาศแปรปรวนมาโดยตลอด แต่ผมจำไม่ได้ว่าความสุดขั้วของแต่ละฤดูกาลจะรุนแรงเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงฤดูหนาวที่หนาวกว่าเดิม หรือฤดูร้อนที่ร้อนกว่าเดิม แต่เป็นความรู้สึกว่าโลกกำลังเหวี่ยงจากขั้วหนึ่งไปสู่อีกขั้วหนึ่งเร็วขึ้นและแรงขึ้น 

ตลอดปีที่ผ่านมา บอสตันเผชิญสภาพอากาศที่แตกต่างกันสุดขั้ว เริ่มจากพายุหิมะหนักที่ทำให้ทั้งเมืองแทบหยุดนิ่ง ก่อนที่อีกไม่กี่เดือนต่อมา อุณหภูมิจะพุ่งเข้าใกล้ 100 องศาฟาเรนไฮต์ ท่ามกลางฤดูร้อนที่ร้อนผิดปกติ และล่าสุด ท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีเหลืองจากควันไฟป่าที่เดินทางมาไกลหลายร้อยกิโลเมตร

หากแต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงลำพัง เราอาจเรียกมันว่าความแปรปรวนตามธรรมชาติ แต่เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่เดือน ก็ยากที่จะไม่ตั้งคำถามว่าโลกกำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างถึงเรา 

แคนาดากำลังเผชิญฤดูไฟป่าที่รุนแรงอีกครั้ง ควันไฟเดินทางข้ามพรมแดนและปกคลุมหลายเมืองในสหรัฐฯ ขณะที่สเปนกำลังเผชิญคลื่นความร้อนและไฟป่ารุนแรง ส่วนยุโรปตะวันตกเพิ่งผ่านเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ สิ่งที่เคยดูเหมือนเหตุการณ์แยกจากกัน เริ่มกลายเป็นภาพเดียวกันของโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาปีนี้เป็นพิเศษ เพราะโลกอาจกำลังเผชิญแรงกระแทกจากสองปัจจัยพร้อมกัน

ปัจจัยแรก คืออุณหภูมิพื้นฐานของโลกที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความร้อนส่วนเกินจากก๊าซเรือนกระจกกว่า 90% ไม่ได้สะสมอยู่ในอากาศ แต่ถูกดูดซับไว้ในมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บความร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ความร้อนมหาศาลที่สะสมอยู่เหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่พร้อมถูกถ่ายเทกลับสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก พายุ และสภาวะที่เอื้อต่อไฟป่ามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

ข้อมูลจาก Copernicus Climate Change Service ของสหภาพยุโรประบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนปีนี้อยู่ที่ 20.86 องศาเซลเซียส สูงที่สุดสำหรับเดือนมิถุนายนนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลสมัยใหม่ใน พ.ศ. 2522 นั่นหมายความว่า ตลอดระยะเวลากว่า 47 ปีที่โลกติดตามอุณหภูมิมหาสมุทรด้วยข้อมูลสมัยใหม่ เราไม่เคยเห็นมหาสมุทรร้อนเท่านี้มาก่อน 

ปัจจัยที่สอง คือการก่อตัวของเอลนีโญ หรือ El Niño ซึ่งเป็นวัฏจักรธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นกว่าปกติ ส่งผลให้รูปแบบฝน อุณหภูมิ และความแห้งแล้งในหลายภูมิภาคของโลกเปลี่ยนแปลงไป ปีนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาเป็นพิเศษ เพราะแบบจำลองล่าสุดประเมินว่ามีโอกาสสูงที่เอลนีโญจะพัฒนาไปสู่ระดับ Very Strong El Niño

หากเกิดขึ้นจริง เอลนีโญครั้งนี้อาจจัดอยู่ในกลุ่มที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลสมัยใหม่ใน พ.ศ. 2493 หรือกว่า 76 ปี สิ่งที่ทำให้ปีนี้แตกต่างคือ เอลนีโญกำลังเกิดขึ้นบนมหาสมุทรที่ร้อนเป็นประวัติการณ์ในยุคข้อมูลสมัยใหม่ 

กล่าวสั้น ๆ เมื่อมหาสมุทรที่ร้อนอยู่แล้วมาเจอกับเอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรง โลกจึงไม่ได้เพียงร้อนขึ้น แต่กำลังเหวี่ยงมากขึ้น นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Climate Whiplash หรือภาวะที่สภาพอากาศเหวี่ยงจากความสุดขั้วหนึ่งไปสู่อีกความสุดขั้วหนึ่งอย่างรวดเร็ว 

พื้นที่หนึ่งอาจเผชิญภัยแล้งยาวนาน ก่อนจะถูกน้ำท่วมฉับพลัน เมืองหนึ่งอาจเพิ่งผ่านพายุหิมะ ก่อนต้องรับมือกับคลื่นความร้อนและควันไฟป่าภายในปีเดียวกัน ความสุดขั้วกำลังค่อย ๆ กลายเป็นความปกติแบบใหม่ 

ในขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ แคนาดามีไฟป่ามากกว่า 830 จุด และกว่า 100 จุดยังควบคุมไม่ได้ พื้นที่ถูกเผาไปแล้วเกือบ 2 ล้านเฮกตาร์ ควันไฟเดินทางข้ามพรมแดนจนทำให้เมืองใหญ่อย่างโตรอนโต นิวยอร์ก และบอสตันต้องประกาศเตือนคุณภาพอากาศ ขณะที่ในยุโรป พื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ตั้งแต่ต้นปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 40–60% ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงต้นฤดูร้อนเท่านั้น 

สิ่งที่ทำให้ปีนี้แตกต่าง คือความสุดขั้วของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายภูมิภาค บางพื้นที่เผชิญภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่อีกหลายแห่งกลับเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมครั้งใหญ่ ยุโรปเพิ่งผ่านทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และอุทกภัยในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่วนในสหรัฐฯ พื้นที่กว่า 60% เคยเข้าสู่ภาวะแห้งแล้งในช่วงต้นปี

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปีนี้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และโครงการอาหารโลก หรือ WFP เปิดตัว Joint Anticipatory Action Appeal เป็นครั้งแรก เพื่อระดมทุนล่วงหน้าก่อนวิกฤตจะเกิดขึ้น ไม่ใช่หลังภัยพิบัติเกิดแล้ว การเปลี่ยนจาก “การรอช่วยเหลือ” ไปสู่ “การเตรียมพร้อมล่วงหน้า” สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนวิธีคิดขององค์กรระดับโลก 

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต ภัยแล้งกระทบภาคเกษตร ความร้อนจัดลดผลิตภาพแรงงาน น้ำท่วมกระทบเมืองและอุตสาหกรรม ขณะที่การบริหารจัดการน้ำกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ปีนี้มีสัญญาณน่าเป็นห่วง และรัฐบาลควรเตรียมพร้อมมากกว่าปีก่อน ๆ 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะมีเขื่อนเพิ่มอีกกี่แห่ง หรือสร้างกำแพงกันน้ำได้สูงเพียงใด เราอาจกำลังเผชิญโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและวิธีคิดที่ถูกออกแบบมาสำหรับภูมิอากาศของศตวรรษที่ 20

แนวคิดแรก คือ “Design Before Disaster” ของ MIT Urban Risk Lab

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนคำถามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า เหตุใดเราจึงออกแบบเมืองเพื่อใช้ชีวิตในวันปกติ แต่ค่อยกลับมาคิดเรื่องภัยพิบัติเมื่อทุกอย่างพังไปแล้ว แทนที่จะสร้างเมืองเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ “เคยเกิดขึ้น” MIT เสนอให้เราออกแบบเมืองสำหรับเหตุการณ์ที่ “อาจเกิดขึ้น” แม้จะยังไม่เคยเกิดมาก่อน 

นั่นหมายความว่า โครงสร้างพื้นฐานทุกชิ้นควรมีหน้าที่สองแบบในเวลาเดียวกัน โรงเรียนในวันธรรมดาอาจเปลี่ยนเป็นศูนย์พักพิงและศูนย์กระจายสิ่งของได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงเมื่อเกิดน้ำท่วม สถานีรถไฟฟ้าอาจทำหน้าที่เป็นศูนย์สื่อสาร จุดชาร์จไฟ และศูนย์ประสานงานฉุกเฉินเมื่อระบบไฟฟ้าขัดข้อง สวนสาธารณะอาจถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราวเพื่อลดความรุนแรงของน้ำท่วม ขณะที่เขื่อนและระบบชลประทานไม่ควรทำหน้าที่เพียงกักเก็บน้ำ แต่ควรเชื่อมต่อกับข้อมูลจากดาวเทียม เรดาร์ตรวจอากาศ เซ็นเซอร์ภาคพื้นดิน และแบบจำลอง AI เพื่อคาดการณ์ปริมาณฝนและบริหารการระบายน้ำแบบเรียลไทม์ก่อนวิกฤตจะเกิดขึ้น 

แนวคิดที่สอง คือ “Destination Earth” หรือ Digital Twin Earth ของสหภาพยุโรป 

หากแนวคิดแรกคือการออกแบบเมืองให้พร้อมรับมือกับภัยพิบัติ แนวคิดนี้คือการสร้าง “โลกจำลอง” เพื่อช่วยให้รัฐบาลมองเห็นอนาคตก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง สหภาพยุโรปกำลังพัฒนา Destination Earth ซึ่งเป็น Digital Twin หรือฝาแฝดดิจิทัลของโลก โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากดาวเทียม เซ็นเซอร์ภาคพื้นดิน ทุ่นตรวจวัดในมหาสมุทร แบบจำลองสภาพอากาศ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพื่อจำลองการเปลี่ยนแปลงของโลกแบบเกือบเรียลไทม์ 

ความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้อยู่ที่การพยากรณ์อากาศให้แม่นยำขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การช่วยให้รัฐบาล “ทดลองนโยบาย” ก่อนลงมือจริง หากเอลนีโญรุนแรงกว่าคาด จะเกิดอะไรขึ้นกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา หากปล่อยน้ำจากเขื่อนเร็วกว่ากำหนด 48 ชั่วโมง พื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบ หากอุณหภูมิสูงขึ้นอีก 2 องศา ระบบไฟฟ้า โรงพยาบาล สนามบิน หรือพื้นที่เพาะปลูกจะเป็นอย่างไร แทนที่จะเรียนรู้จากความเสียหายในโลกจริง รัฐสามารถเรียนรู้จากการจำลองในโลกเสมือนได้ก่อน นี่คือการเปลี่ยนจากการตัดสินใจบนข้อมูลในอดีต ไปสู่การตัดสินใจบนภาพจำลองของอนาคต 

แนวคิดที่สาม ผมขอเรียกว่า “Internet of Nature” 

หากอินเทอร์เน็ตในศตวรรษที่ 20 เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ศตวรรษที่ 21 อาจเป็นยุคที่เรากำลังเชื่อมโยง “ธรรมชาติ” เข้าสู่เครือข่ายดิจิทัล ดาวเทียมติดตามการเปลี่ยนแปลงของป่าไม้และอุณหภูมิผิวน้ำทะเล ทุ่นกลางมหาสมุทรวัดกระแสน้ำและความร้อน เซ็นเซอร์ตรวจระดับน้ำในแม่น้ำและเขื่อนรายงานข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง โดรนตรวจจับไฟป่าตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ขณะที่เซ็นเซอร์ในพื้นที่เกษตรวัดความชื้นของดินและช่วยบริหารการใช้น้ำอย่างแม่นยำ ก่อนที่ข้อมูลทั้งหมดจะถูกวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อประเมินความเสี่ยงและคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป 

เมื่อข้อมูลจากภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ มหาสมุทร และชั้นบรรยากาศถูกเชื่อมต่อเข้าหากัน ธรรมชาติก็เริ่มมี “ระบบประสาทดิจิทัล” ของตัวเอง เราจะไม่เพียงรู้ว่าไฟป่ากำลังลุกไหม้ แต่สามารถประเมินความเสี่ยงก่อนจะเกิดเปลวไฟ ไม่เพียงรู้ว่าน้ำกำลังท่วม แต่สามารถเห็นสัญญาณเตือนก่อนแม่น้ำจะล้นตลิ่ง และไม่เพียงวัดว่าปีนี้ร้อนกว่าปีก่อน แต่สามารถมองเห็นรูปแบบของ Climate Whiplash ก่อนที่มันจะกลายเป็นวิกฤตใหญ่ 

โลกอาจไม่ได้ขาดเทคโนโลยีในการรับมือกับ Climate Whiplash สิ่งที่ยังขาดคือความกล้าที่จะเปลี่ยนวิธีคิด หากภูมิอากาศของศตวรรษที่ 21 ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป วิธีออกแบบเมือง บริหารน้ำ และตัดสินใจของรัฐบาลก็ไม่ควรยึดติดอยู่กับโลกของศตวรรษที่ 20 เช่นกัน 

เพราะในท้ายที่สุด ประเทศที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างเขื่อนได้ใหญ่ที่สุด หากเป็นประเทศที่สามารถ รับรู้ คาดการณ์ และตัดสินใจ ได้เร็วกว่าความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ

related