
SHORT CUT
ธนาคารที่ดิน (บจธ.) เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการที่ดินและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนให้สามารถเข้าถึงที่ดินทำกิน รัฐบาลเตรียมยุบในเดือน ก.ย. เนื่องจากมีภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานรัฐอื่น เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ
สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือธนาคารที่ดิน จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ให้จัดตั้งองค์การมหาชนขึ้น เรียกว่า "สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เรียกโดยย่อว่า บจธ. และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "The Land Bank Administration Institute (Public Organization)" เรียกโดยย่อว่า "LABAI" โดยมีวัตถุประสงค์การจัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกามาตรา 7 และมาตรา 8 อยู่ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ จากการศึกษาโครงการศึกษา “กระบวนการดำเนินงานธนาคารที่ดิน” โดย ดร.รุ่งทิพย์ จันทร์ธนะกุล และคณะ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้คำนิยามอ้างอิงจากนักวิชาการในประเทศและต่างประเทศได้ให้คำนิยามของ “ธนาคารที่ดิน” สอดคล้องกันว่า เป็นหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรสาธารณะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะบริหารจัดการที่ดินเพื่อป้องกันการสูญเสีย สิทธิในที่ดิน และทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน
ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยธนาคารที่ดินสามารถใช้เครื่องมือทางกฎหมายและมาตรการทางการเงินในรูปกองทุนที่ดินในการรวบรวมที่ดินของรัฐและ/หรือของเอกชน เพื่อนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงที่ดิน ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น เช่า เช่าซื้อ และแนวทางอื่น ๆ ที่เหมาะสม
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ โดยในเดือนกันยายน 2569 เตรียมยุบหน่วยงานของรัฐบางแห่ง โดยเริ่มต้นจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. หรือ ธนาคารที่ดินก่อน เนื่องจากมีภารกิจที่ซ้ำซ้อน และที่ผ่านมามีการขยายระยะเวลาการดำเนินงานมานานหลายปีแล้ว เบื้องต้นอาจนำภารกิจไปรวมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) แทน
นอกเหนือจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) แล้ว รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการนพิจารณายุบหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีภารกิจซ้ำซ้อน เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และหน่วยงานที่เป็นองค์การมหาชน อีกประมาณ 4-5 หน่วยงาน ที่ไม่ผ่านการประเมินมาหลายปี ซึ่งจะทยอยดำเนินการเพื่อไม่ให้กระทบกับบุคคลกรเดิม
ต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถอยู่แบบเดิมได้อีกต่อไป เพราะโลกเปลี่ยนไปมาก หากมัวแต่ตั้งหน่วยงานขึ้นมาจำนวนมากโดยไม่คำนึงถึงภารกิจที่ซ้ำซ้อนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาหลายหน่วยงานมักอ้างหลักการที่ดีแต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการลงมือปฏิรูปอย่างจริงจังจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องดำเนินการยุบเลิกหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและความอยู่รอดของประเทศชาติในระยะยาว ที่สำคัญคือต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนที่ต้องการเห็นการบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
รัฐบาลยังหามาตรการรองรับบุคลากรจากหน่วยงานที่จะถูกยุบเลิก โดยได้กำหนดแนวทางไว้ 2 ทางเลือกหลักคือ ทางเลือกที่ 1 คือ การเปิดโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่รีไทร์ สำหรับผู้ที่สมัครใจออกไปหรืออาจออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัวแทน
ทางเลือกที่ 2 คือ กลุ่มที่ยังต้องการทำงานต่อรัฐจะพิจารณาจัดหาหน่วยงานใหม่รองรับ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนต่างๆ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของระบบราชการกลางและจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษเฉพาะตัวเหมือนที่เคยกำหนดไว้ในกฎหมายจัดตั้งเดิม
แนวทางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงบุคลากรเข้าสู่ระบบบริหารจัดการที่มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศและยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่ซ้ำซ้อน ซึ่งเคยเป็นภาระต่องบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรมาเป็นเวลานาน โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการทำงานรูปแบบใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพ
ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่า การเปลี่ยนสภาพหน่วยงานและบุคลากรครั้งนี้จะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและมีการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของตำแหน่งและอัตรากำลังใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่แท้จริงภายใต้บริบทการบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่