
SHORT CUT
เปิดปม 'แลนด์บริดจ์' จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย? คนใต้หวั่นเสียที่ดิน-อาชีพ ยื่น 1.8 แสนรายชื่อค้าน 'SEC' กรีนพีซเตือนแลกเศรษฐกิจกับระบบนิเวศ
โครงการ 'แลนด์บริดจ์' ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลผลักดัน เพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง พร้อมระบบรถไฟและมอเตอร์เวย์เชื่อมต่อ โดยมีเป้าหมายลดระยะเวลาการขนส่งสินค้า เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และผลักดันภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค ควบคู่กับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เพื่อรองรับการลงทุนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าโครงการยังเผชิญแรงต้านจากภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กรีนพีซ ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาชน ได้ยื่นรายชื่อประชาชน 183,501 รายชื่อ ต่อคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเรียกร้องให้ยุติการผลักดันโครงการและร่าง พ.ร.บ. SEC พร้อมขอให้รัฐบาลทบทวนความคุ้มค่าของโครงการ เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง ก่อนมีการตัดสินใจในขั้นต่อไป
‘เบญจวรรณ ทับทิมทอง’ เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า จุดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและเส้นทางเชื่อมต่อ โดย อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร จะมีเส้นทางรถไฟและมอเตอร์เวย์ตัดผ่านพื้นที่เกษตร ส่งผลให้ชาวบ้านต้องสูญเสียสวนทุเรียน มังคุด และปาล์มน้ำมัน บางรายถูกเวนคืนที่ดินทั้งหมด ขณะที่ อ.หลังสวน ซึ่งเป็นศูนย์กลางรวบรวมทุเรียนสำคัญของภาคใต้ อาจได้รับผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมผลไม้มูลค่าหลายแสนล้านบาท ส่วนฝั่ง จ.ระนอง ชุมชนประมงกังวลว่าการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกจะกระทบแหล่งประมงพื้นบ้านและเศรษฐกิจท่องเที่ยวของจังหวัด
อีกประเด็นที่ชาวบ้านกังวลคือผลกระทบจากการผลักดันร่าง พ.ร.บ. SEC ซึ่งมองว่าอาจเปิดทางให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หลังสวน ที่มีการระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบการจีนเข้ามาดำเนินธุรกิจล้งทุเรียนผ่านนอมินีจำนวนมาก หากกฎหมายฉบับใหม่เปิดช่องให้ต่างชาติถือครองที่ดินหรือดำเนินธุรกิจได้สะดวกขึ้น ก็อาจส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่น ตั้งแต่สวนผลไม้ ร้านอาหาร โรงแรม ไปจนถึงธุรกิจรถเช่า ต้องแข่งขันกับทุนขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงกว่า จนผู้ประกอบการ SME ไทยสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ และคนในพื้นที่อาจสูญเสียทั้งที่ดินทำกินและฐานเศรษฐกิจของชุมชน
นอกจากนี้ คนในพื้นที่ยังตั้งข้อกังวลถึงผลกระทบด้านความมั่นคงและคุณภาพชีวิต โดยมองว่าเส้นทางคมนาคมสายใหม่อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านอาชญากรรม การลักลอบขนยาเสพติด รวมถึงปัญหาการเวนคืนที่ดินที่หลายพื้นที่ในอดีตยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการชดเชยและการคุ้มครองสิทธิของรัฐ
ด้าน ‘เกตน์สิรี ทศพลไพศาล’ นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ ประเทศไทย ระบุว่า จากการติดตามและศึกษาผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พบว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีแนวโน้มสร้างผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศชายฝั่งทั้งฝั่งระนองและชุมพร โดยเฉพาะการถมทะเลบริเวณ 'ดอนตาแพ้ว' ซึ่งเป็นแหล่งประมงพื้นบ้านสำคัญของระนอง และพื้นที่วางไข่ปลาทูในทะเลชุมพร ซึ่งมีบทบาทต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การประมง การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง
กรีนพีซ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการยังไม่ชัดเจนเมื่อเทียบกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลพิสูจน์ให้ได้ว่าโครงการมีความจำเป็นและไม่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติ หากไม่สามารถแสดงหลักฐานได้อย่างรอบด้าน ก็ควรยุติการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์และร่าง พ.ร.บ. SEC ก่อนที่การตัดสินใจในวันนี้จะกลายเป็นภาระและความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืนได้ในอนาคต