ไทยจับมือฟิลิปปินส์ ยกระดับเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ มุ่งเป็นเจ้าภาพระดับเอเชียแปซิฟิก ปี 2029

ไทยจับมือฟิลิปปินส์ ยกระดับเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ มุ่งเป็นเจ้าภาพระดับเอเชียแปซิฟิก ปี 2029

ก้าวสำคัญของไทยบนเวทีสากล สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ลงนาม MOU ร่วมกับฟิลิปปินส์ (PASWI) แลกเปลี่ยนนวัตกรรมดูแลกลุ่มเปราะบาง การจัดการภัยพิบัติ พร้อมเดินหน้าเตรียมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับเอเชียแปซิฟิกปี 2029

SHORT CUT

  • สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์ของฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนางานสวัสดิการสังคมสู่ระดับสากล
  • ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จุดแข็งของทั้งสองประเทศ เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพและอาสาสมัครของไทย กับประสบการณ์และการกระจายอำนาจของฟิลิปปินส์
  • ประเทศไทยตั้งเป้าหมายเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ระดับเอเชียแปซิฟิกในปี 2572 (2029) เพื่อยกระดับบทบาทผู้นำในเวทีโลก

ก้าวสำคัญของไทยบนเวทีสากล สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ลงนาม MOU ร่วมกับฟิลิปปินส์ (PASWI) แลกเปลี่ยนนวัตกรรมดูแลกลุ่มเปราะบาง การจัดการภัยพิบัติ พร้อมเดินหน้าเตรียมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับเอเชียแปซิฟิกปี 2029

ใครว่างานสังคมสงเคราะห์ถูกจำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ? ในยุคที่ภัยพิบัติ ความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางทางสังคม มีความซับซ้อนเกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะรับมือได้เพียงลำพัง งานด้านสังคมสงเคราะห์จึงไม่ใช่เพียงมือที่ยื่นให้แค่คนในบ้าน แต่คือภารกิจระดับสากลที่ต้องอาศัยการผนึกกำลังระหว่างประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรโลก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกับองค์กรวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์แห่งชาติของฟิลิปปินส์ (Philippine Association of Social Workers, Incorporated - PASWI) เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายองค์กรสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์สู่ระดับสากล

ไทยจับมือฟิลิปปินส์ ยกระดับเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ มุ่งเป็นเจ้าภาพระดับเอเชียแปซิฟิก ปี 2029

นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ ในการขับเคลื่อนงานด้านสวัสดิการสังคม การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในแต่ละประเทศ และยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานองค์กรสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมีเป้าหมายสำคัญในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก สตรี ผู้พิการ และผู้สูงอายุ

ไทยจับมือฟิลิปปินส์ ยกระดับเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ มุ่งเป็นเจ้าภาพระดับเอเชียแปซิฟิก ปี 2029

ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เผยว่า ภารกิจสำคัญที่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ให้ความสำคัญในปัจจุบัน คือการดูแลช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ไปจนถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ เราไม่จำเป็นต้องรับมือเพียงลำพัง แต่สามารถสร้างภาคีเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกันขับเคลื่อนการช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้น เริ่มจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ทำไมต้องจับมือกับฟิลิปปินส์ในด้านงานสังคมสงเคราะห์

รศ.ดร.ภุชงค์ เสนานุช กรรมการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ เสริมว่า ผลประโยชน์ที่ทั้งประเทศไทยและฟิลิปปินส์ จะได้จากความร่วมมือในครั้งนี้ คือโอกาสในการเรียนรู้จุดเด่นและนวัตกรรมของกันและกัน

ไทยจับมือฟิลิปปินส์ ยกระดับเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ มุ่งเป็นเจ้าภาพระดับเอเชียแปซิฟิก ปี 2029

สิ่งที่ไทยต้องเรียนรู้จากฟิลิปปินส์ มาจากประสบการณ์ที่ประเทศเขามีองค์กรที่ขับเคลื่อนงานด้านสังคมสงเคราะห์มายาวนานกว่า 78 ปี ผลิตนักสังคมสงเคราะห์มาแล้วกว่า 40,000 คนทั่วประเทศ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและการดูแลผู้ประสบภัยพิบัติ ซึ่งสถานการณ์คล้ายคลึงกับบ้านเรา แต่ปัจจุบันเขามีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลไปสู่ท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง โดยรัฐบาลทำหน้าที่ติดตามและจัดสรรงบประมาณเท่านั้น

ขณะที่การดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์ของไทยก็มีจุดเด่นที่เป็นต้นแบบในระดับโลก ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่หลายประเทศยังไม่มี และการมีอาสาสมัครจำนวนมากทั่วประเทศที่ช่วยกันดูแลกลุ่มเปราะบาง  ก็ถือเป็นจุดแข็งที่ไทยสามารถนำเสนอเป็นโมเดลต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ ได้

ไทยตั้งเป้าหมาย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ระดับเอเชียแปซิฟิก ปี 2029

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ประกาศความมุ่งมั่นในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับเอเชียแปซิฟิกในปี 2029 (พ.ศ. 2572) เพื่อแสดงศักยภาพและยกระดับบทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนงานสวัสดิการสังคมของไทยบนเวทีโลก พร้อมเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy) และการดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนตอบสนองนโยบายภาครัฐในการเปิดประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

รศ.ดร.ภุชงค์ เน้นย้ำว่า หากไทยได้เป็นเจ้าภาพตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากจะเป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือในเวทีโลกแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสวัสดิการต่างๆ เพื่อยกระดับเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในภูมิภาค และเป็นศูนย์กลางให้หลายประเทศได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนสู่เป้าหมายปี 2029 ดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งสภาสังคมสงเคราะห์ฯ, สมาคมนักสังคมสงเคราะห์, สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อร่วมกันผลักดันให้การจัดการประชุมระดับนานาชาติในครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป