คุุยกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทำไมรถยนต์ไร้คนขับยังไปไม่ทั่วโลก?

คุุยกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทำไมรถยนต์ไร้คนขับยังไปไม่ทั่วโลก?

เมื่ออนาคตเลี้ยวเข้ามาตรงหน้า สำรวจศึกรถไร้คนขับจากอเมริกาถึงจีน และเหตุผลที่เทคโนโลยีนี้ยังไปไม่ถึงทุกเมืองทั่วโลก

เมื่อเดือนก่อน ผมไปที่ซานฟรานซิสโกอีกครั้งเพื่อบรรยายที่มหาวิทยาลัย Stanford

ช่วงนี้ผมอยู่กับลูกสองคนที่อเมริกา เวลาเดินทางไปทำงาน ประชุม หรือขึ้นเวทีบรรยาย ลูกสาวก็มักจะต้องติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ ไหนๆ ก็หิ้วเขามาด้วยแล้ว พ่ออย่างเราก็ต้องหาอะไรเซอร์ไพรส์กันสักหน่อย ผมตั้งใจพาเธอไปลองนั่งรถไร้คนขับของ Waymo

สำหรับเด็กอายุสิบขวบที่ชอบมายากล ชอบตั้งคำถาม และเชื่อว่าทุกกลล้วนมีคำอธิบายอยู่เบื้องหลัง ผมเดาว่าเธอคงตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อเห็นรถกำลังเคลื่อนที่ แต่กลับหาคนขับไม่เจอ และแล้ว ผมจะไม่ลืมสายตาฉงนเป็นประกายของลูกสาว เมื่อ Jaguar สีขาวคันหนึ่งค่อยๆ เลี้ยวเข้ามาจอดตรงหน้าเรา ตัวรถดูประหลาดกว่ารถทั่วไปเล็กน้อย มีกล้อง เซ็นเซอร์ และอุปกรณ์ติดอยู่รอบคัน ราวกับเพิ่งหลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ

สิ่งเดียวที่ขาดไปคือคนขับ

ลูกสาวเดินไปชะโงกดูด้านหน้า เดินอ้อมไปอีกฝั่ง แล้วหันกลับมามองหน้าผม

“พ่อ…แล้วคนขับอยู่ไหน”

“ไม่มี”

เธอหัวเราะทันที เป็นหัวเราะแบบที่คิดว่าพ่อกำลังแกล้ง ก่อนจะเดินกลับไปดูอีกครั้ง

“ไม่มีจริงๆ เหรอ”

“ไม่มีจริงๆ”

 

เมื่อประตูเปิดออก เราสองคนก็ก้าวขึ้นไปนั่ง เสียงดนตรี ambient เบาๆ เริ่มบรรเลง เบาะคนขับว่างเปล่า ไม่มีมือจับพวงมาลัย มีเพียงหน้าจอที่บอกว่ารถกำลังจะพาเราไปยังจุดหมาย

ลูกสาวกดปุ่ม Start Journey รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากขอบทาง พวงมาลัยหมุนไปตามเส้นทางที่ระบบคำนวณไว้ ผมเชื่อม Spotify เข้ากับระบบ เปิดเพลย์ลิสต์ที่เราชอบฟังด้วยกัน ระหว่างทาง คำถามต่างๆ ก็เริ่มพรั่งพรูออกมา โชคดีที่วันนั้นมีนักเรียนไทยที่ Stanford นั่งมาด้วย คอยช่วยกันตอบหลายเรื่อง

พอคิดย้อนกลับไป ผมกลับรู้สึกว่าคำถามของลูกสาวน่าสนใจกว่าคำตอบเสียอีก เพราะคำถามเหล่านั้นตรงประเด็นอย่างน่าประหลาด และบังเอิญเป็นคำถามเดียวกับที่ทั้งอุตสาหกรรมรถไร้คนขับกำลังพยายามหาคำตอบ ผมเลยอยากชวนผู้อ่านคอลัมน์ High Tech, High Touch มาร่วมนั่งรถคันนี้ไปพร้อมกัน

รถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากขอบทางได้ไม่ถึงหนึ่งนาที คำถามแรกก็มาทันที 

“พ่อ มันขับได้ยังไง”

ฟังดูเป็นคำถามธรรมดา แต่จริงๆ แล้วนี่คือคำถามที่ Google เริ่มพยายามตอบมาตั้งแต่ปี 2009 และใช้เวลามากกว่าหนึ่งทศวรรษกว่าจะพาผู้โดยสารทั่วไปขึ้นมานั่งได้จริง

ผมอธิบายให้ลูกสาวฟังง่ายๆ ว่า รถคันนี้มีกล้องอยู่รอบตัว เหมือนมีดวงตาหลายคู่คอยมองถนน

ความจริงแล้ว เบื้องหลังคำอธิบายง่ายๆ นั้นคือระบบที่ซับซ้อนมาก Waymo ใช้ทั้ง Camera, Radar และ LiDAR ทำงานร่วมกันผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Sensor Fusion เพื่อสร้างภาพสามมิติของสิ่งแวดล้อมแบบ Real-time กล้องช่วยให้รถมองเห็น เรดาร์ช่วยวัดระยะ ส่วน LiDAR ใช้เลเซอร์สร้างแผนที่สามมิติของโลกที่อยู่รอบตัว 

ลูกสาวฟังอยู่พักหนึ่งก่อนถามต่อ

“แล้วมันรู้ได้ยังไงว่าคนนั้นจะข้ามถนน แล้วรถต้องหยุดไม่ให้ชน”

คำถามนี้ยากกว่าที่ฟังดู

การเห็นคนอยู่ริมฟุตปาธไม่ใช่เรื่องยาก การคาดเดาว่าคนคนนั้นกำลังจะทำอะไรต่างหากที่ยาก รถต้องประเมินอยู่ตลอดเวลาว่าเขากำลังจะเดินข้าม กำลังรอเพื่อน หรือเพียงยืนคุยโทรศัพท์

นั่นคือเหตุผลที่หลายคนบอกว่า AI ไม่ได้แค่ “มองเห็น” แต่มันกำลังพยายาม “คาดการณ์อนาคต” อยู่ทุกวินาที

“แล้วมันปลอดภัยไหม”

ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นคำถามเดียวกับที่ทุกคนมีในใจเมื่อขึ้น Waymo ครั้งแรก

คำตอบสั้นๆ คือ บริษัทเหล่านี้เชื่อว่าระบบปลอดภัยกว่ามนุษย์ในหลายสถานการณ์ เพราะรถไม่เมา ไม่ง่วง ไม่เล่นโทรศัพท์ และไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ

ถึงอย่างนั้น ทุกอุบัติเหตุยังถูกตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะความไว้วางใจของผู้คนคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมนี้

ลูกสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นมา

“ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องมีคนขับ Uber แล้ว”

ผมหันไปมองเบาะหน้าที่ว่างเปล่า

นี่อาจเป็นคำถามที่ยากที่สุดของวัน

ตลอดประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีสร้างงานใหม่ และทำให้งานบางอย่างค่อยๆ หายไปพร้อมกัน ลิฟต์เคยมีคนกด โรงงานเคยใช้แรงงานจำนวนมหาศาล ธนาคารเคยมีพนักงานประจำเคาน์เตอร์มากกว่านี้หลายเท่า 

รถไร้คนขับอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไป โจทย์จึงไม่ใช่ว่าอาชีพไหนจะหายไป โจทย์คือสังคมจะเตรียมคนให้พร้อมกับอาชีพใหม่ได้เร็วแค่ไหน

ระหว่างที่กำลังคุยกัน รถอีกคันหนึ่งวิ่งสวนมา ลูกสาวรีบชี้ทันที

“พ่อ อันนั้นไม่เหมือนของเรา”

เธอกำลังชี้ไปที่ Zoox

ผมอธิบายให้ฟังว่า Waymo ไม่ใช่ชื่อรถ แต่เป็นชื่อบริษัท เหมือนที่ iPhone ไม่ใช่ชื่อบริษัท Apple รถ Jaguar I-PACE ที่เรากำลังนั่งอยู่เป็นเพียงแพลตฟอร์มที่ Waymo เลือกมาติดตั้งระบบ Autonomous Driving ของตัวเอง ส่วน Zoox เป็นบริษัทที่ Amazon เข้าซื้อกิจการเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่ Tesla กำลังเดิมพันกับอีกแนวทางหนึ่ง โดยเชื่อว่าการใช้กล้องร่วมกับ AI จะเพียงพอสำหรับการขับขี่อัตโนมัติ ต่างจาก Waymo ที่ยังเลือกใช้ Camera, Radar และ LiDAR ทำงานร่วมกันผ่านระบบ Sensor Fusion

ลูกสาวฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนถามต่อว่า

“พ่อ แล้วมีแค่ที่อเมริกาเหรอ”

คำถามนี้พาเราเดินทางออกจากซานฟรานซิสโกในทันที

ความจริงแล้ว การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา อีกฟากหนึ่งของโลก จีนกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเดียวกันอย่างเต็มกำลัง Baidu เปิดให้บริการ Apollo Go ในหลายเมือง ขณะที่ Pony.ai และ WeRide ต่างมีรถไร้คนขับออกวิ่งรับผู้โดยสารจริง รวมถึงพัฒนารถบรรทุก รถโดยสาร และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติสำหรับภาคโลจิสติกส์

หากมองให้กว้างขึ้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง Waymo, Zoox หรือ Tesla เท่านั้น หากเป็นการแข่งขันระหว่างสองระบบนิเวศของนวัตกรรม

ฝั่งอเมริกาเลือกเดินเกมแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้ความสำคัญกับ Safety เป็นอันดับแรก ทดสอบอย่างเข้มงวด และขยายพื้นที่ให้บริการทีละเมืองเมื่อมั่นใจว่าระบบพร้อมใช้งาน

ส่วนจีนเลือกอีกแนวทางหนึ่ง นำรถออกไปวิ่งในหลายเมืองพร้อมกัน เก็บข้อมูลจากการใช้งานจริงให้ได้มากที่สุด แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนา AI ให้เรียนรู้เร็วขึ้น

หากจะสรุปสั้นๆ ฝั่งหนึ่งแข่งขันกันเรื่อง Safety อีกฝั่งแข่งขันกันเรื่อง Scale

ภาพทั้งหมดทำให้ผมนึกถึงสงครามสมาร์ตโฟนเมื่อยี่สิบปีก่อน ในวันนั้น Apple, Nokia, BlackBerry และ Android ต่างเชื่อว่าตัวเองจะเป็นผู้กำหนดอนาคต วันนี้ Waymo, Tesla, Zoox, Baidu, Pony.ai และ WeRide ต่างกำลังแข่งขันกันเพื่อสร้าง “คนขับดิจิทัล” คนแรกของโลก

สิ่งที่แข่งขันกันจึงไม่ได้มีเพียงรถยนต์ แต่รวมถึง AI เซมิคอนดักเตอร์ เซ็นเซอร์ HD Mapping พลังประมวลผลบน Cloud และข้อมูลจากการขับขี่จริงนับพันล้านกิโลเมตร เพราะยิ่งระบบเรียนรู้จากโลกจริงมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้การขับขี่ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

ลูกสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามคำถามที่ผมเชื่อว่าทั้งนักลงทุน วิศวกร และผู้บริหารของทุกบริษัทในอุตสาหกรรมนี้ ต่างก็อยากรู้คำตอบไม่แพ้กัน

“แล้วใครจะชนะ”

ผมตอบไปตามตรง

“พ่อก็ยังไม่รู้”

ในโลกเทคโนโลยี บริษัทที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด ไม่ได้เป็นผู้ชนะเสมอไป เช่นเดียวกับบริษัทที่ขยายธุรกิจได้เร็วที่สุด ก็อาจไม่ใช่บริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนมากที่สุด

ก่อนถึงจุดหมาย ลูกสาวถามคำถามสุดท้าย

“แล้วทำไมที่บอสตันหรือกรุงเทพฯ ยังไม่มี”

ผมชอบคำถามนี้ที่สุด

หากเทคโนโลยีนี้เก่งขนาดนั้น เหตุใดเราจึงเห็นมันอยู่เพียงไม่กี่เมืองของโลก

คำตอบอยู่ที่ Scale การทำให้รถหนึ่งคันวิ่งได้ในซานฟรานซิสโกเป็นเรื่องหนึ่ง การทำให้รถนับหมื่นคันวิ่งได้ในเมืองต่างๆ ทั่วโลก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง รถต้องเข้าใจถนน กฎจราจร สภาพอากาศ พฤติกรรมผู้ใช้ถนน และรายละเอียดเฉพาะของแต่ละเมือง

ซานฟรานซิสโก ฟีนิกซ์ และลอสแอนเจลิส มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา กรุงเทพฯ อาจเป็นสนามสอบปลายภาคของอุตสาหกรรมนี้ มอเตอร์ไซค์ที่เปลี่ยนเลนตลอดเวลา รถส่งอาหารที่โผล่มาจากทุกทิศทาง การจอดซ้อนคัน หรือการก่อสร้างที่เปลี่ยนรูปแบบถนนอยู่เสมอ ล้วนเป็นโจทย์ที่ยากกว่าการสร้างตัวรถเสียอีก ยิ่งศึกษามากขึ้น ผมกลับพบว่าความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวรถเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การทำให้เทคโนโลยีเข้าใจ “เมือง” ได้ดีพอ

พอถึงจุดหมาย ลูกสาวยังยืนมองรถคันนั้นอยู่พักใหญ่

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกทุกชิ้น มักเริ่มต้นจากความรู้สึกว่า “เป็นไปไม่ได้”

จากนั้นค่อยกลายเป็น “น่าสนใจ”

และสุดท้ายก็กลายเป็น “เรื่องธรรมดา”

วันหนึ่ง ลูกสาวอาจเล่าเรื่องรถไร้คนขับให้ลูกของเธอฟัง เหมือนที่คนรุ่นผมเคยเล่าเรื่องอินเทอร์เน็ต หรือโทรศัพท์มือถือเครื่องแรก

เรื่องของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยดูเหมือนมายากล

ก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

related