De facto abolitionist สถานะระหว่างทางสู่การยกเลิกโทษประหาร

De facto abolitionist สถานะระหว่างทางสู่การยกเลิกโทษประหาร

รู้จัก De facto abolitionist เมื่อประเทศยังมีโทษประหารในกฎหมาย แต่หยุดประหารในทางปฏิบัติ และไทยกำลังเข้าใกล้สถานะนี้เพียงใด

SHORT CUT

  • De facto abolitionist คือประเทศที่ยังมีโทษประหารในกฎหมาย แต่ไม่ประหารจริง โดยทั่วไปต้องไม่มีการประหารมาอย่างน้อย 10 ปี และมีแนวโน้มว่าจะไม่กลับมาใช้โทษนี้
  • สถานะนี้ไม่มีสิทธิพิเศษทางกฎหมายโดยตรง แต่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ทำให้ประเทศถูกมองว่าเคลื่อนไปสู่การยกเลิกโทษประหารอย่างถาวร
  • ประเทศไทยยังไม่ถึงสถานะดังกล่าว เพราะประหารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2018 หากไม่มีการประหารเพิ่มเติม ไทยจะครบ 10 ปีในวันที่ 18 มิถุนายน 2028 และอาจได้รับการพิจารณาเป็น De facto abolitionist.

รู้จัก De facto abolitionist เมื่อประเทศยังมีโทษประหารในกฎหมาย แต่หยุดประหารในทางปฏิบัติ และไทยกำลังเข้าใกล้สถานะนี้เพียงใด

แม้หลายประเทศยังไม่ได้ลบโทษประหารชีวิตออกจากกฎหมาย แต่บางประเทศกลับไม่มีการประหารนักโทษมาเป็นเวลาหลายสิบปี ประเทศในลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า De facto abolitionist หรือ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ

ตามเกณฑ์ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศที่เข้าข่าย ต้องไม่มีการประหารชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 10 ปี และต้องเชื่อได้ว่ารัฐมีนโยบายหรือแนวปฏิบัติที่จะไม่กลับมาประหารชีวิตอีก เกณฑ์ดังกล่าวยังครอบคลุมประเทศที่ประกาศพันธกรณีระหว่างประเทศว่าจะไม่ใช้โทษประหาร แม้กฎหมายภายในยังไม่ได้ยกเลิกโทษนี้ก็ตาม

แนวคิด De facto abolitionist เกิดขึ้นจากความพยายามของสหประชาชาติในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โทษประหารชีวิต เพราะการดูเพียงว่าประเทศใดมีกฎหมายโทษประหารหรือไม่ ยังไม่สะท้อนสถานการณ์จริงเสมอไป บางประเทศยังคงมีกฎหมายโทษประหารชีวิต แต่ไม่ได้บังคับใช้มาเป็นเวลานาน ขณะที่บางประเทศหยุดการประหารชีวิตไว้เป็นเวลาหลายปีก่อนจะยกเลิกโทษประหารชีวิตในกฎหมายอย่างเป็นทางการในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม สถานะ De facto abolitionist ไม่ใช่สถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ได้ทำให้ประเทศได้รับเงินช่วยเหลือ สิทธิทางการค้า เอกสิทธิ์ทางการทูต หรือสิทธิพิเศษจากสหประชาชาติโดยอัตโนมัติ

ประโยชน์สำคัญของการเป็น De facto abolitionist จึงอยู่ที่ ความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ประเทศนั้นจะไม่ถูกนับรวมกับประเทศที่ดำเนินการประหารชีวิตเป็นประจำ แต่จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยกเลิกโทษประหารแล้วทั้งในกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ ปลายปี 2025 มีประเทศที่ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิดทุกประเภทแล้ว 113 ประเทศ และเมื่อรวมประเทศที่ยกเลิกในทางปฏิบัติด้วย จะมีทั้งหมด 145 ประเทศ หรือมากกว่าสองในสามของประเทศทั่วโลก

สถานะนี้ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐให้ความสำคัญกับสิทธิในชีวิต ลดการใช้ความรุนแรงโดยกระบวนการยุติธรรม และกำลังเคลื่อนไปสู่การยกเลิกโทษประหารอย่างถาวร นอกจากนี้ การหยุดประหารอย่างต่อเนื่องยังช่วยสร้างพื้นที่ให้รัฐบาลพิจารณาเปลี่ยนโทษประหารเป็นโทษจำคุก ลดจำนวนความผิดที่มีโทษประหาร หรือประกาศพักการประหารอย่างเป็นทางการได้ง่ายขึ้น

แต่สถานะดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เพราะประเทศสามารถกลับมาใช้โทษประหารได้หากรัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย ในช่วงกว่า 30 ปีแรกที่สหประชาชาติจัดเก็บข้อมูล มีบางประเทศที่เคยถูกจัดเป็น De facto abolitionist แต่ภายหลังกลับมาประหารชีวิตอีกครั้ง จึงไม่อาจถือว่าสถานะนี้มีความถาวรเท่ากับการยกเลิกโทษประหารออกจากกฎหมาย

สำหรับประเทศไทย การประหารชีวิตครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 โดยเป็นการกลับมาประหารครั้งแรกนับจากเดือนสิงหาคม 2552 นับถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ไทยไม่มีการประหารชีวิตมาแล้วประมาณ 8 ปี 1 เดือน จึงยังไม่ครบเกณฑ์ 10 ปี และยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่คงโทษประหารชีวิตในบัญชีรายละเอียดล่าสุดของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

หากประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตเพิ่มเติม ไทยจะครบระยะเวลา 10 ปีในวันที่ 18 มิถุนายน 2571 และอาจมีคุณสมบัติที่จะถูกพิจารณาเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารในทางปฏิบัติ แต่การเปลี่ยนสถานะไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการครบสิบปีเพียงอย่างเดียว ยังต้องพิจารณาด้วยว่ารัฐบาลมีนโยบายหรือแนวปฏิบัติที่น่าเชื่อถือว่าจะไม่กลับมาใช้โทษประหารอีกหรือไม่

ที่มา Amnesty

related