
SHORT CUT
ไทยมีอาวุธปืนในครอบครองกว่า 10.4 ล้านกระบอก มากที่สุดในอาเซียน แต่ถูกกฎหมายเพียงราว 6 ล้าน เปิดปม ‘ปืนเถื่อน’ กว่า 4 ล้านกระบอกกับช่องโหว่ที่ทำให้เยาวชนเข้า ถึงอาวุธได้ง่าย
จากเหตุสลดกรณีนักเรียนก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนชื่อดัง จ.นนทบุรี รวมถึงคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลายต่อหลายคดี หากย้อนดูอาวุธที่ถูกใช้ก่อเหตุ จะพบว่า ‘ปืน’ ยังคงเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่ปรากฏอยู่ในคดีร้ายแรงจำนวนไม่น้อย และในหลายกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าเป็น ‘ปืนเถื่อน’ หรืออาวุธปืนที่ไม่มีทะเบียนถูกต้อง
คำถามจึงย้อนกลับมาที่สังคมว่า ปืนเหล่านี้มาจากไหน? ผู้ก่อเหตุ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน หาซื้อได้อย่างไร? ทำไมการเข้าถึงอาวุธปืนจึงดูเหมือนง่ายกว่าที่ควรจะเป็น และกฎหมายไทยสามารถเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้จริงแค่ไหน?
รวมถึงคำถามสำคัญที่สุดว่า ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยต้องกวาดล้างและจัดการกับวงจรปืนเถื่อนอย่างจริงจัง ตั้งแต่ต้นทางของการนำเข้า การผลิต การดัดแปลง การซื้อขาย ไปจนถึงผู้ที่นำอาวุธไปส่งต่อให้กับคนที่ไม่มีสิทธิ์ครอบครอง
แต่จนถึงวันนี้ คำถามเหล่านี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมกำลังรอคำตอบ
ไทยมีปืน 10.4 ล้านกระบอก มากที่สุดในอาเซียน
ข้อมูลจากงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากองค์กรวิจัย Small Arms Survey เปิดเผยภาพรวมที่น่าจับตา โดยระบุว่า ประเทศไทยมีอาวุธปืนในครอบครองประมาณ 10.4 ล้านกระบอก มากเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอยู่ในอันดับ 13 ของโลก
แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนปืนที่มีอยู่จำนวนมากเท่านั้น เพราะจากตัวเลขดังกล่าว มีอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้องประมาณ 6 ล้านกระบอก ขณะที่อีกกว่า 4 ล้านกระบอก เป็นอาวุธปืนที่ไม่มีทะเบียนอยู่ในระบบ หรือถูกเรียกว่า ‘ปืนเถื่อน’
ตัวเลขดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างจำนวนอาวุธปืนที่มีอยู่จริงกับอาวุธปืนที่ภาครัฐสามารถตรวจสอบและติดตามได้ผ่านระบบทะเบียน
กฎหมายปืนไทยกำหนดอย่างไร?
กฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมเรื่องนี้คือ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้และมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง
หลักสำคัญคือ การมี ใช้ หรือพกพาอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาต ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า การขอใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน สามารถอนุญาตได้เพื่อวัตถุประสงค์ เช่น ป้องกันตัว ป้องกันทรัพย์สิน การกีฬา หรือการล่าสัตว์ โดยผู้ขอต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งมีถิ่นที่อยู่ชัดเจน ไม่เคยต้องโทษคดีอาญา ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต และต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม
ขั้นตอนเริ่มจากการยื่นคำขอต่อนายทะเบียนอาวุธปืน หากได้รับอนุญาต ผู้ขอจะได้รับ ‘ใบ ป.3’ เพื่อใช้ในการซื้ออาวุธปืนจากร้านค้าที่ได้รับอนุญาต ก่อนนำอาวุธปืนไปแสดงต่อนายทะเบียนเพื่อออก ‘ใบ ป.4’ ซึ่งเป็นใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอย่างถูกต้อง
แต่การมีปืนไว้ครอบครอง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถพกพาไปที่ใดก็ได้
การนำอาวุธปืนออกนอกสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต หรือพกพาไปในที่สาธารณะ ชุมนุมชน หรือสถานบันเทิง ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง โดยมีข้อห้ามเกี่ยวกับการพกพาโดยเปิดเผยและต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
คดีปืนเถื่อนมากกว่าครึ่งของคดีอาวุธปืนและวัตถุระเบิด
ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในปีงบประมาณ 2566 พบว่า มีคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนและวัตถุระเบิดรวม 72,110 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีเกี่ยวกับ ‘ปืนเถื่อน’ 34,806 คดี หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของคดีทั้งหมด
ขณะที่ข้อมูลในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ยังสะท้อนแนวโน้มจำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาเรื่องการมีปืนไว้ในครอบครองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบควบคุมอาวุธปืน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย
ปืนเถื่อนมาจากไหน?
เมื่อมีปืนที่ไม่อยู่ในระบบทะเบียนมากกว่า 4 ล้านกระบอก คำถามสำคัญคืออาวุธเหล่านี้เข้าสู่ระบบได้อย่างไร
ข้อมูลที่ถูกกล่าวถึงในงานวิจัยและจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบช่องทางสำคัญหลายรูปแบบ ทั้งการลักลอบนำเข้า การดัดแปลงสิ่งเทียมอาวุธปืน เช่น แบลงค์กันและบีบีกัน ให้สามารถใช้กระสุนจริงได้ รวมถึงการผลิตเองในลักษณะ ‘ปืนไทยประดิษฐ์’
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการรั่วไหลจากระบบทะเบียน การเปลี่ยนมือของอาวุธปืนไปยังผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ครอบครอง และการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ยากขึ้นช่องทางออนไลน์ยังกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ เพราะการซื้อขายสามารถอำพรางรูปแบบการทำธุรกรรม ใช้บัญชีหรือกลุ่มปิด และหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ง่ายกว่าการซื้อขายในระบบปกติ
ช่องโหว่ไม่ได้อยู่แค่ ‘ปืนเถื่อน’ แต่รวมถึงระบบควบคุม
นักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่า ช่องโหว่ของระบบควบคุมอาวุธปืนไทยมีหลายด้าน
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ กฎหมายหลักเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2490 แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม แต่ยังมีข้อจำกัดในการรับมือกับรูปแบบการซื้อขายและการเข้าถึงอาวุธปืนในยุคดิจิทัล
อีกประเด็นคือ การตรวจสอบผู้ขอใบอนุญาต โดยมีข้อเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดด้านสุขภาพจิตและสารเสพติด ขณะที่การควบคุมสิ่งเทียมอาวุธปืนก็เป็นอีกจุดที่ถูกตั้งคำถาม เนื่องจากสามารถนำไปดัดแปลงจนกลายเป็นอาวุธที่ใช้ก่อเหตุได้
ขณะเดียวกัน ระบบติดตามการโอนย้ายและการใช้งานอาวุธปืนยังต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธที่ได้รับอนุญาตถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือถูกส่งต่อไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์ครอบครองรวมถึงข้อกังวลเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและการทุจริตในกระบวนการออกใบอนุญาตในบางพื้นที่
ทำไมเด็กและเยาวชนถึงเข้าถึงปืนได้?
ตามกฎหมาย เด็กและเยาวชนไม่มีสิทธิ์ขอใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนเช่นเดียวกับผู้ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายแต่ในโลกความเป็นจริง การเข้าถึงปืนไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการไปขอใบอนุญาตด้วยตัวเอง
ช่องทางหนึ่งคือการเข้าถึงผ่านเครือข่ายเพื่อน คนรู้จัก หรือผู้ใหญ่ที่ยอมให้ยืมหรือจัดหาให้ ขณะที่อาวุธบางประเภท เช่น แบลงค์กัน หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนที่สามารถนำไปดัดแปลงได้ มีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าปืนที่ซื้อผ่านระบบใบอนุญาต
แรงจูงใจของเยาวชนก็มีหลายด้าน ตั้งแต่ความต้องการป้องกันตัวจากคู่กรณี ความเชื่อว่าการมีปืนทำให้เกิดอำนาจหรือได้รับความเกรงใจ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่ขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด
สำนักงานตำรวจไซเบอร์ ยังพบการซื้อขายปืนเถื่อนผ่านโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนักเรียนอาชีวะและวัยรุ่นเพิ่มขึ้น โดยผู้ขายบางรายไม่ได้ตรวจสอบอายุหรือคุณสมบัติของผู้ซื้ออย่างจริงจัง
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้คำถามเรื่อง ‘ปืนมาจากไหน’ ไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน แพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ค้า ไปจนถึงระบบกฎหมายและการบังคับใช้
ถึงเวลา ‘ปิดช่องโหว่’ กฎหมายปืนหรือยัง?
ปัจจุบัน กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พร้อมแนวทางยกระดับมาตรการควบคุมให้เข้มงวดขึ้น ทั้งการจำกัดการพกพาอาวุธปืนนอกสถานที่ที่กำหนด ยกเว้นกรณีจำเป็นเร่งด่วน การตรวจสอบการนำเข้าและจำหน่ายสิ่งเทียมอาวุธปืน รวมถึงแนวทางให้ผู้ครอบครองนำอาวุธปืนมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม การแก้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
เพราะหากต้นทางยังมีการลักลอบนำเข้า หากปืนเถื่อนยังซื้อขายกันผ่านโลกออนไลน์ หากสิ่งเทียมอาวุธปืนยังถูกนำไปดัดแปลง และหากอาวุธที่อยู่ในระบบสามารถรั่วไหลไปถึงมือผู้ไม่มีสิทธิ์ได้ ปัญหาก็ยังคงวนกลับมาที่เดิม
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ ‘กฎหมาย’ เดินไปพร้อมกับ ‘การบังคับใช้’ อย่างจริงจัง ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า ตรวจสอบการผลิตและจำหน่าย ปิดช่องทางซื้อขายออนไลน์ ติดตามเส้นทางการโอนอาวุธ ไปจนถึงการดำเนินคดีกับผู้ที่จัดหาอาวุธให้กับเด็กและเยาวชน
เพราะตัวเลข 10.4 ล้านกระบอก ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่สะท้อนว่า ประเทศไทยมีอาวุธปืนอยู่ในสังคมจำนวนมหาศาล ขณะที่มากกว่า 4 ล้านกระบอกยังอยู่นอกระบบทะเบียน
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครถือปืน’ แต่คือ ‘ปืนอยู่ที่ไหน มาจากไหน และถูกส่งต่อไปถึงมือใคร’ และถึงเวลาหรือยังที่คำถามเหล่านี้จะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้