เปิดปัญหาสังคม! ทำเด็กพรากจากตั้งแต่วันแรก-อยากเจอ ‘แม่’ สักครั้งในชีวิต

เปิดปัญหาสังคม! ทำเด็กพรากจากตั้งแต่วันแรก-อยากเจอ ‘แม่’ สักครั้งในชีวิต

ปัญหาสังคม บางอยากทำให้เด็กอยากเจอ ‘แม่’ สักครั้งในชีวิต เมื่อปัญหาสังคม...ทำเด็กพรากจากตั้งแต่วันแรก พาส่องปัญหาไหนบ้างที่ทำให้เด็กๆ ร้องหาแม่ .

SHORT CUT

  • เด็กบางคนเติบโตมากับการพลัดพราก จากการหย่าร้าง ข้อพิพาทในครอบครัว เด็กหาย หรือการตั้งครรภ์ไม่พร้อม จนต้องใช้เวลาหลายปีตามหาแม่
  • ตัวเลขสะท้อนปัญหาครอบครัวที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ไทยมีการหย่าร้างกว่า 147,000 คู่ต่อปี ขณะที่มูลนิธิกระจกเงาพบเด็กหาย 265 รายในปี 2568 โดย 24 รายเกี่ยวข้องกับการแย่งการปกครองบุตร
  • เบื้องหลังทุกสถิติคือชีวิตและความรู้สึก หลายคนไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าโอกาสได้พบแม่สักครั้ง สะท้อนโจทย์ที่สังคมต้องช่วยดูแลตั้งแต่การสร้างครอบครัว การคุ้มครองเด็ก ไปจนถึงระบบติดตามและค้นหาญาติที่เข้าถึงง่ายขึ้น

ปัญหาสังคม บางอยากทำให้เด็กอยากเจอ ‘แม่’ สักครั้งในชีวิต เมื่อปัญหาสังคม...ทำเด็กพรากจากตั้งแต่วันแรก พาส่องปัญหาไหนบ้างที่ทำให้เด็กๆ ร้องหาแม่ .

‘อยากเห็นหน้าแม่สักครั้ง’ อาจเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่สำหรับใครบางคน นี่คือความปรารถนาที่ติดอยู่ในใจมานานหลายสิบปี เพราะชีวิตไม่เคยมีโอกาสได้กอดแม่ ไม่เคยได้ยินเสียงเรียก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่อยู่ที่ไหน เบื้องหลังคำขอที่ดูเรียบง่าย จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวของครอบครัวที่แตกสลาย การพลัดพรากตั้งแต่วัยเด็ก การสูญหาย และการตัดสินใจของผู้ใหญ่ที่บางครั้งทิ้งคำถามไว้กับเด็กคนหนึ่งไปตลอดชีวิต

ตัวเลขหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น กับเด็กที่ต้องอยู่ตรงกลาง

ข้อมูลจาก สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ระบุว่า ช่วงปี 2565-2567 ประเทศไทยมีการจดทะเบียนหย่าร้าง 146,159 คู่, 147,337 คู่ และ 147,621 คู่ ตามลำดับ หรือเฉลี่ยมากกว่า 147,000 คู่ต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การแยกทางของคู่สมรสยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อครอบครัวมีลูก สิ่งที่ตามมาไม่ได้จบลงเพียงสถานะสามีภรรยาที่สิ้นสุด แต่หมายถึงชีวิตของเด็กที่อาจต้องเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน

 

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนการจดทะเบียนหย่าร้างสูง โดยข้อมูลปี 2568 ระบุว่ามีการหย่าร้างราว 16,500 คู่ ตามมาด้วยจังหวัดขนาดใหญ่อย่างชลบุรีและนครราชสีมา

ในบางครอบครัว การแยกทางอาจยังเปิดโอกาสให้เด็กพบและติดต่อกับทั้งพ่อและแม่ได้ตามปกติ แต่ในอีกหลายกรณี การเลิกรานำไปสู่การแยกเด็กออกจากพ่อหรือแม่โดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องการดูแลบุตร หรือการติดต่อขาดหายไปหลังจากครอบครัวแยกทาง

เด็กหาย ไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘คนหาย’

อีกด้านหนึ่งของปัญหาคือเด็กที่เติบโตขึ้นโดยไม่รู้ว่าพ่อหรือแม่อยู่ที่ไหน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ระบุว่า ปี 2567 มีการแจ้งเด็กหาย 265 ราย โดยมี 24 รายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการแย่งการปกครองบุตรระหว่างบิดามารดา ตัวเลขนี้อาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนการหย่าร้าง แต่ทุกหนึ่งกรณีหมายถึงเด็กหนึ่งคนและครอบครัวหนึ่งครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน

และที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นคือ ยังไม่มีสถิติทางการที่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า มีคนจำนวนเท่าใดที่เติบโตขึ้นโดยพลัดพรากจากแม่ตั้งแต่วัยเด็ก และใช้เวลาหลายปีพยายามตามหา ก่อนจะได้พบกันอีกครั้ง หรือบางคนอาจไม่เคยได้พบกันเลย เรื่องราวการตามหาแม่ที่ปรากฏเป็นระยะจึงมักไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘การตามหาคนหาย’ แต่เป็นการตามหาชิ้นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดหายไปบางคนใช้เวลา 10 ปี บางคน 20 ปี หรือมากกว่านั้น ขณะที่บางคนรอจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตก็ยังไม่มีคำตอบว่า แม่อยู่ที่ไหน

เมื่อความไม่พร้อม อาจนำไปสู่การพรากจากตั้งแต่วันแรก

ความพลัดพรากไม่ได้เกิดขึ้นจากการหย่าร้างหรือการหายตัวไปเท่านั้น แต่ยังมีอีกจุดเริ่มต้นหนึ่งที่ละเอียดอ่อน นั่นคือการตั้งครรภ์ที่ผู้หญิงไม่พร้อม แม้ประเทศไทยจะปรับแก้กฎหมายให้สามารถยุติการตั้งครรภ์ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดได้ตั้งแต่ปี 2564 แต่การเข้าถึงบริการในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องความเชื่อ ทัศนคติของสังคม บุคลากร และการกระจายตัวของสถานบริการ

เมื่อทางเลือกที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายเข้าถึงได้ไม่ทั่วถึง ผู้หญิงบางคนอาจต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก ขณะเดียวกันยังมีกรณีเด็กถูกทอดทิ้งหลังคลอด ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่เด็กเพิ่งเริ่มต้นชีวิต ประเด็นเหล่านี้จึงไม่ควรถูกมองแยกออกจากกัน เพราะไม่ว่าจะเกิดจากการหย่าร้าง ความไม่พร้อม การพลัดพราก หรือการสูญหาย ผลกระทบหนึ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันคือ เด็กบางคนต้องเติบโตขึ้นพร้อมคำถามว่า

‘แม่อยู่ที่ไหน’เพราะทุกตัวเลขมีชีวิตของใครบางคนอยู่ข้างหลังตัวเลขการหย่าร้างกว่าแสนคู่ต่อปี จำนวนเด็กหาย หรือจำนวนผู้ที่พยายามตามหาญาติ อาจดูเป็นเพียงข้อมูลในรายงานสถิติ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป ทุกตัวเลขมีคนจริงๆ อยู่เบื้องหลัง

มีเด็กที่เติบโตขึ้นโดยไม่มีโอกาสเรียกใครว่า ‘แม่’ มีคนวัยผู้ใหญ่ที่ยังเก็บรูปถ่ายใบเดียวไว้เป็นหลักฐานว่า ครั้งหนึ่งตัวเองเคยมีแม่อยู่ในชีวิตและมีอีกหลายคนที่ไม่ได้ต้องการทรัพย์สินหรือคำอธิบายมากมาย แต่อยากได้เพียงโอกาสเห็นหน้าคนที่ให้กำเนิดตัวเองสักครั้ง

ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ที่สังคมต้องช่วยกันมองตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนสร้างครอบครัว การดูแลผู้ที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม การจัดการหลังพ่อแม่แยกทาง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ ไปจนถึงการพัฒนาระบบติดตามและค้นหาญาติให้เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพราะสำหรับคนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตตามหาแม่ คำว่า ‘อยากเจอแม่สักครั้ง’ ไม่ใช่ประโยคเรียกร้องความสงสารแต่มันคือความหวังของคนคนหนึ่งที่อยากรู้ว่า ต้นทางของชีวิตตัวเองอยู่ที่ไหนและบางที สิ่งที่สังคมควรทำให้ดีที่สุด คือทำให้การรอคอยนั้นไม่ต้องยาวนานไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, ข้อมูลสถิติการหย่าร้างรายจังหวัด, กระทรวงสาธารณสุขและกลุ่มทำทาง, มูลนิธิกระจกเงา ศูนย์ข้อมูลคนหาย, สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ UNICEF

related