เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน  จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

เศรษฐกิจไทยโตแผ่ว Q2 ขยายตัวแค่ 1.9% รั้งท้ายอาเซียน จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะเทือนต่อเนื่องถึงปากท้องคนไทย

SHORT CUT

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน GDP ไตรมาส 2/2569 โตเพียง 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรก และตามหลังเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
  • ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ไตรมาส 2 ขาดดุล 17.7 พันล้านดอลลาร์ หรือ 12% ของ GDP หลังนำเข้าพุ่ง 42.3%
  • รัฐบาลเจอโจทย์เร่งเครื่องเศรษฐกิจ สภาพัฒน์คาด GDP ปี 2569 โต 2.0-2.5% ค่ากลาง 2.2% แต่ต้องเร่งสร้างรายได้ งาน และกำลังซื้อให้ฟื้นตัวจริง

เศรษฐกิจไทยโตแผ่ว Q2 ขยายตัวแค่ 1.9% รั้งท้ายอาเซียน จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะเทือนต่อเนื่องถึงปากท้องคนไทย

จากนี้ชีวิตและปากท้องของคนไทยจะเดินไปทางไหน? คำถามนี้อาจไม่ได้อยู่แค่ในห้องประชุมของรัฐบาลหรือบนตัวเลขเศรษฐกิจ แต่กำลังสะท้อนกลับมาถึงชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง เพราะเมื่อเศรษฐกิจโตช้า ธุรกิจย่อมระมัดระวังการลงทุน การจ้างงาน และการขยายกิจการ ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนอาจฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ รายได้ของคนทำงาน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายเล็กก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

ยิ่งเมื่อไทยต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่เศรษฐกิจขยายตัวได้เร็วกว่าหลายเท่า ช่องว่างด้านรายได้ โอกาสทางธุรกิจ และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนก็มีโอกาสกว้างขึ้น นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข GDP แต่เป็นโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับงาน รายได้ กำลังซื้อ และคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะต่อไป

ล่าสุด เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณเปราะบางอีกครั้ง หลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก แม้จะสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% แต่เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียน ไทยกลับเติบโตในระดับต่ำสุดในกลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบ สะท้อนโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในการเร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน  จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% และเมื่อปรับผลของฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไทยลดลง 0.2% จากไตรมาสแรก โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 9.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตถึง 13.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6%

ด้านการส่งออกยังเป็นแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 17.6% ขณะที่ปริมาณการส่งออกขยายตัว 13.7% โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้แรงหนุนจากความต้องการในตลาดโลก

แต่ภาพอีกด้านกลับน่ากังวล เมื่อการนำเข้าสินค้าเร่งตัวแรงถึง 42.3% และปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้น 27.7% ทำให้ดุลการค้ากลับมาขาดดุลอย่างหนัก และส่งผลต่อเนื่องไปยังดุลบัญชีเดินสะพัด

ไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ที่ระดับ 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 12% ของ GDP และถือเป็นการขาดดุลสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดุลการค้าขาดดุล 12.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 8.2% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

ขณะเดียวกัน ดุลบริการ รายได้ การโอน และบริจาค ขาดดุลอีก 5.6 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.8% ของ GDP ส่งผลให้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ไตรมาสที่ทั้งดุลการค้าและดุลบริการขาดดุลพร้อมกัน

เศรษฐกิจไทย Q2 โต 1.9% รั้งท้ายอาเซียน  จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง

เมื่อหันไปมองประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นช่องว่างการเติบโตของไทยชัดเจนขึ้น โดยเวียดนามขยายตัวถึง 8.39% มาเลเซีย 6% สิงคโปร์ 5.7% อินโดนีเซีย 5.29% และฟิลิปปินส์ 2.3% ขณะที่ไทยโตเพียง 1.9% ทำให้ไทยรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนที่นำมาเปรียบเทียบ

แรงส่งของหลายประเทศในภูมิภาคส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนด้าน AI และการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะที่ไทยยังต้องรับมือกับข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก

ด้านการท่องเที่ยวยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญ โดยไตรมาส 2 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.557 ล้านคน สร้างรายรับจากการท่องเที่ยว 6.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ภาคเกษตรขยายตัว 1.5% และรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6%

สำหรับแนวโน้มทั้งปี สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.5% โดยมีค่ากลาง 2.2% จากแรงหนุนของการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคครัวเรือน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 9.6% การบริโภคครัวเรือน 2.6% และมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 15.1%

อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือความเสี่ยงจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การค้าโลกที่ผันผวน มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน

โจทย์ของรัฐบาลจากนี้จึงใหญ่กว่าการทำให้ GDP โต 2.2% เพราะสิ่งที่ต้องเร่งทำคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้เร็วขึ้น พร้อมสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กระจายไปถึงประชาชน ขณะเดียวกันต้องรับมือกับสัญญาณขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

เพราะหากเศรษฐกิจไทยยังโตช้ากว่าเพื่อนบ้านต่อเนื่อง สิ่งที่ประชาชนอาจรู้สึกได้ในท้ายที่สุด ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนรายงาน GDP แต่คือรายได้ที่โตไม่ทันรายจ่าย งานที่หายากขึ้น ธุรกิจที่ไม่กล้าลงทุน และกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาเต็มที่

นี่จึงเป็นอีกบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักโตต่ำ และไม่ปล่อยให้ช่องว่างระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านถ่างกว้างขึ้นไปอีก

related