
SHORT CUT
จะท่องเที่ยวต่างประเทศไม่ได้มีแค่ค่าเดินทาง ที่พัก หรืออาหาร แต่ยังมี 'ค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว' ที่หลายประเทศเรียกเก็บเพิ่มเติม แล้วเก็บไปทำอะไร?
หากพูดถึงนโยบายที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดในภาคการท่องเที่ยวของไทยเวลานี้ หลายคนคงนึกถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ก่อให้เกิดกระแสดราม่าและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
ค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว หรือ ภาษีท่องเที่ยว (Tourist Tax) เป็นค่าธรรมเนียมที่รัฐบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่นเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจจัดเก็บผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าโรงแรม หรือค่าธรรมเนียมผ่านท่าอากาศยานและสถานีขนส่ง โดยมักมีจุดประสงค์หลักเพื่อจัดการกับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่มากเกินไป และเพื่อสร้างรายได้สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนท้องถิ่น
โดยปัจจุบันมีกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวในรูปแบบต่างกัน ตั้งแต่ค่าธรรมเนียมต่อคืน ภาษีที่พัก ไปจนถึงค่าธรรมเนียมขาออก ขณะที่ประเทศไทยก็เตรียมเก็บ 300 บาทต่อคน เพื่อนำไปพัฒนาการท่องเที่ยวและประกันภัยนักท่องเที่ยว
เวนิส : เก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ (day tripper)
โดยจะเก็บเงินจากผู้ที่เดินทางเข้ามาในช่วงเวลา 08.30–16.00 น. ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตลอดเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน และกรกฎาคม เพื่อลดนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาในช่วงเวลาสั้น จนทำให้เมืองแออัด และไม่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับคนท้องถิ่นมากนัก
ค่าธรรมเนียม 5 ยูโร ประมาณ 189 บาท (สำหรับผู้ที่จองล่วงหน้า)
ญี่ปุ่น : ภาษีนักท่องเที่ยวขาออก หรือ ‘ค่าเหยียบสนามบิน’
โดยจะเก็บจากทุกคนที่เดินทางออกจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ และคนญี่ปุ่นเอง เพื่อแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนท้องถิ่น และจะนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ลดความแออัดจากเมืองใหญ่และช่วยกระจายรายได้ให้ทั่วถึง
ค่าธรรมเนียม 3,000 เยน หรือราว 600 บาท
บาหลี : ภาษีนักท่องเที่ยว
เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเก็บแยกจากค่าธรรมเนียมวีซ่าเมื่อเดินทางมาถึง หรือค่าธรรมเนียมตรวจคนเข้าเมืองอื่นๆ เพื่อนำไปใช้ในการปกป้องและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนการอนุรักษ์วัฒนธรรม
ค่าธรรมเนียม 150,000 รูเปียห์ หรือราว 280 บาท
อัมสเตอร์ดัม : ภาษีนักท่องเที่ยว
เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวทั้งผู้ที่เข้ามาพักในโรงแรม และนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับผ่านเรือสำราญ เพื่อลดผลกระทบจากปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง และนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น เช่น การเปิดให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี นั่งรถไฟสาธารณะฟรี
ค่าธรรมเนียม คำนวนจาก 12.5% ของราคาห้องพัก และ 15 ยูโร หรือราว 500 บาท สำหรับคนที่ไม่ค้างคืน
ภูฏาน : ค่าธรรมเนียมรายวัน
เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
ค่าธรรมเนียม 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืน หรือราว 3,000 บาท
ต้องยอมรับว่า แม้จะพยายามดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน แต่การหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ย่อมส่งผลกระทบต่อความทรุดโทรมของสถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงระบบนิเวศทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งต้องพึ่งพางบประมาณของภาครัฐในการฟื้นฟู
ขณะที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหมุดหมายยอดนิยมระดับโลก การเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวจึงถูกเสนอขึ้นมาเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างรายได้เพื่อฟื้นฟู พัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม สังคมยังเกิดการถกเถียงท่ามกลางความกังวลว่าการบังคับให้จ่ายเงินเพิ่ม อาจทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและเสียนักท่องเที่ยวบางกลุ่มไป และส่งผลต่อเศรฐกิจของประเทศในระยะยาว