ผลสำรวจชี้ Gen Z เลือกอยู่บ้าน เมื่อการออกไปเที่ยวไม่คุ้มเงิน

ผลสำรวจชี้ Gen Z เลือกอยู่บ้าน เมื่อการออกไปเที่ยวไม่คุ้มเงิน

เมื่อการออกไปเที่ยวไม่คุ้มค่า Gen Z จึงเลือกอยู่บ้านมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพสูงและรูปแบบการเข้าสังคมที่เปลี่ยนไป

SHORT CUT

  • Gen Z เลือกอยู่บ้านมากขึ้นเพราะเรื่องค่าใช้จ่าย โดย 68% มองว่าการออกไปข้างนอกไม่คุ้มกับเงินที่ต้องเสีย และหลายคนเลือกประหยัดเงินมากกว่าการออกไปเที่ยว
  • รูปแบบการเข้าสังคมกำลังเปลี่ยนไป จากการเที่ยวบาร์หรือปาร์ตี้ ไปสู่กิจกรรมแบบ ‘Soft Socializing’ เช่น ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือพบเพื่อนในสถานที่ที่สงบและมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า
  • อยู่บ้านมากขึ้นแต่ยังต้องการความสัมพันธ์ทางสังคม แม้ Gen Z จะเลือกใช้เวลาอยู่บ้าน แต่หลายคนยังรู้สึกเหงาและต้องการพบปะผู้คน เพียงแต่ต้องการกิจกรรมที่คุ้มค่า มีความหมาย และตอบโจทย์ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการเงิน

เมื่อการออกไปเที่ยวไม่คุ้มค่า Gen Z จึงเลือกอยู่บ้านมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพสูงและรูปแบบการเข้าสังคมที่เปลี่ยนไป

ภาพจำของวันหยุดสุดสัปดาห์สำหรับคนวัยหนุ่มสาวอาจเคยหมายถึงการออกไปพบเพื่อน รับประทานอาหาร ดูคอนเสิร์ต หรือใช้เวลาตามบาร์และสถานบันเทิงต่าง ๆ แต่สำหรับคนรุ่น Gen Z ในสหรัฐอเมริกา ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อคนหนุ่มสาวจำนวนมากเลือกใช้วันหยุดอยู่บ้านมากกว่าการออกไปข้างนอก โดยมี ‘ค่าใช้จ่าย’ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้พฤติกรรมการเข้าสังคมเปลี่ยนแปลงไป 

ข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงาน The Gen Z Weekend Report (2026) จัดทำโดย The Harris Poll ซึ่งสำรวจผู้ใหญ่ชาวอเมริกันจำนวน 4,100 คน ผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม–6 มิถุนายน 2026 โดยในจำนวนนี้เป็นกลุ่ม Gen Z อายุ 18–29 ปี จำนวน 603 คน ผลสำรวจพบว่า 74% ของ Gen Z ใช้เวลาอยู่บ้านอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของวันหยุดสุดสัปดาห์ในแต่ละเดือน และ 73% ระบุว่า ‘การอยู่บ้าน’ กลายเป็นแผนหลักสำหรับวันหยุดของพวกเขาแล้ว

เหตุผลสำคัญไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการเข้าสังคม แต่สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการให้ความสำคัญกับการใช้เงินมากขึ้น ผลสำรวจระบุว่า 68% ของ Gen Z มองว่าการออกไปข้างนอกในปัจจุบัน ‘ไม่คุ้มกับเงินที่ต้องเสีย’ ขณะที่ 62% เคยหลีกเลี่ยงการวางแผนออกไปเที่ยว เพราะไม่ต้องการรู้สึกเสียดายเงินภายหลัง นอกจากนี้ การประหยัดเงินยังเป็นเหตุผลอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เลือกอยู่บ้าน โดยมีผู้ตอบ 49% ระบุถึงปัจจัยดังกล่าว ขณะเดียวกัน 47% ต้องการใช้วันหยุดเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจจากความเหนื่อยล้าในช่วงสัปดาห์

พฤติกรรมนี้ทำให้แนวคิดเรื่องการเข้าสังคมของคนรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนจากการสังสรรค์แบบเดิมไปสู่สิ่งที่ The Harris Poll เรียกว่า ‘Soft Socializing’ หรือการเข้าสังคมแบบเบา ๆ ซึ่งเน้นกิจกรรมที่สงบ ค่าใช้จ่ายไม่สูง มีแรงกดดันทางสังคมน้อย และไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์เป็นศูนย์กลาง เช่น การออกกำลังกาย การเข้าคลาสกิจกรรม การพบเพื่อนในพื้นที่สงบ หรือทำกิจกรรมร่วมกันตามความสนใจ โดย 73% ของ Gen Z ต้องการให้มีพื้นที่พบปะทางสังคมที่ไม่ได้เน้นการดื่มแอลกอฮอล์ และ 65% รู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้มากกว่าเมื่ออยู่ในพื้นที่หรือกิจกรรมเกี่ยวกับสุขภาพและ Wellness มากกว่าการไปบาร์

อย่างไรก็ตาม การอยู่บ้านมากขึ้นก็มีอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ ‘ความเหงา’ แม้ Gen Z จะเป็นคนรุ่นที่เติบโตมากับสมาร์ตโฟนและสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ตลอดเวลา แต่ 51% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่ารู้สึกเหงาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงกว่าคนรุ่นอื่น ขณะที่ 49% มองว่าตนเองมีเพื่อนไม่มากพอสำหรับการพบปะกันแบบตัวต่อตัว และ 65% รู้สึกว่าชีวิตทางสังคมของตนเกิดขึ้นผ่านโทรศัพท์มากกว่าการพบเจอผู้คนจริง ๆ

ถึงกระนั้น ข้อมูลไม่ได้หมายความว่า Gen Z ต้องการตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะคนรุ่นนี้ยังคงมองหาวิธีเข้าสังคม เพียงแต่ต้องเป็นกิจกรรมที่มีความหมายและเหมาะสมกับงบประมาณมากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือการชมภาพยนตร์ในโรง ซึ่งยังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผลสำรวจของ Fandango ที่สำรวจผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ 7,000 คน พบว่า 87% ของ Gen Z เคยชมภาพยนตร์ในโรงอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สูงกว่า Millennials ที่ 82%, Gen X ที่ 70% และ Baby Boomers ที่ 58% สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านทั้งหมด แต่จะเลือกกิจกรรมที่รู้สึกว่าคุ้มค่าและให้ประสบการณ์บางอย่างที่การอยู่บ้านทดแทนไม่ได้

ที่มา :marketwatch

related