
SHORT CUT
ธนาคารโลก ออกโรงเตือนไทย หากไม่เร่งปฏิรูปและยกระดับเศรษฐกิจ วันนี้อาจต้องรอเกือบ 30 ปี กว่าจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
ประเทศไทยกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญ เมื่อกลุ่มธนาคารโลกเปิดตัวรายงาน Building Thailand’s Future Today: The Investment and Growth Playbook ภายในงาน Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดขึ้นด้วยความร่วมมือของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. และธนาคารโลก
รายงานชี้ว่า ไทยยังมีจุดแข็งทั้งฐานอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ในระดับโลก โครงสร้างพื้นฐานมาตรฐานสากล และภาคเอกชนที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก แต่โมเดลเศรษฐกิจที่เคยผลักดันประเทศมาตลอด 35 ปี อาจไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนเร็ว ทั้ง AI การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย
สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา ระบุว่า ไทยจำเป็นต้องตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งสำคัญ เพื่อฟื้นฟูขีดความสามารถของประเทศ สถาบัน และยกระดับการลงทุน พร้อมผลักดันการจ้างงานที่ดีขึ้น โดยรายงานไม่ได้ต้องการเป็นสูตรสำเร็จ แต่เป็นคำเชิญชวนให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันนำข้อเสนอด้านการปฏิรูปไปสู่การปฏิบัติจริง
ด้าน แคทเธอริน แอน สเตเปิลตัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ระบุว่า หลังวิกฤตการเงินโลกต่อเนื่องถึงโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปี หากยังเดินหน้าด้วยแนวทางเดิม ไทยอาจต้องรอถึงปี 2599 หรืออีกเกือบ 30 ปี จึงจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
แต่หากไทยเดินหน้าปฏิรูปตามข้อเสนอ และสามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตเป็น 5.4% ต่อปี เป้าหมายประเทศรายได้สูงจะขยับเข้ามาเร็วขึ้น โดยสามารถบรรลุได้ภายในปี 2580 หรืออีก 12 ปี ซึ่งหมายถึงเด็กไทยที่เกิดในปีนี้ อาจเติบโตขึ้นมาในประเทศรายได้สูง พร้อมโอกาสด้านการศึกษา การทำงานในอุตสาหกรรมสีเขียวและนวัตกรรมใหม่ และได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นอย่างเท่าเทียม